“ภูมิคุ้มกันบำบัด” นวัตกรรมรักษามะเร็งเต้านมแบบใหม่ เพิ่มโอกาสหายขาด
การรักษามะเร็งเต้านม มีหลากหลายวิธี แต่ที่น่าสนใจคือการรักษาเสริมด้วย “ภูมิคุ้มกันบำบัด” ที่จะช่วยเข้าไปเสริมและปรับการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยต่อสู้มะเร็ง!
มะเร็งเต้านม (Breast cancer) เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตของผู้หญิงไทยอันดับ 1 ด้วย นับเป็นโรคอันตรายที่แทบไม่มีอาการเตือนในระยะแรก ทำให้หลายคนละเลยการตรวจคัดกรอง ส่งผลให้โรครุนแรงและยากต่อการรักษา เพราะเป็นมะเร็งที่สามารถแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น และลุกลามไปยัง ปอด ตับ กระดูก สมองได้อีกด้วย
จากข้อมูลทางการแพทย์ พบว่า หากผู้ป่วยตรวจพบตั้งแต่ระยะที่ 0 ซึ่งยังไม่มีก้อนมะเร็งจะสามารถรักษาให้หายได้ 100% แต่หากพบก้อนมะเร็งที่ขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตร เปอร์เซ็นต์การรักษาหายจะลดลงเหลือ 98% และถ้าเข้าสู่ระยะที่ 1 ที่ก้อนมะเร็งมีขนาด 1 – 2 เซนติเมตรแล้ว โอกาสหายจะเหลือเพียง 80% เท่านั้น นี้คือเหตุผลว่าทำไมยิ่งเจอเร็วยิ่งเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
คัดกรองมะเร็งเต้านม ด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์สำคัญอย่างไร?
การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ด้วยดิจิทัลแมมโมแกรม (Digital Mammogram) และการตรวจอัลตราซาวนด์เต้านม (Breast Ultrasound) นับเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ได้การยอมรับเป็นสากล สามารถหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ขนาดเล็กระดับมิลลิเมตรที่มือไม่สามารถคลำได้ อีกทั้งยังแสดงผลให้เห็นลักษณะความเข้มทึบที่ต่างกันของเนื้อเยื่อแต่ละชนิด เช่น เนื้อเยื่อเต้านม หลอดเลือด ไขมัน หินปูน หรือกลุ่มแคลเซียมที่เกิดจากมะเร็งท่อน้ำนมในระยะแรก เมื่อพบบริเวณก้อนเนื้อต้องสงสัยแล้วตรวจเพิ่มเติมด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์ร่วมกับการตรวจชิ้นเนื้อก็จะวินิจฉัยได้ว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่
กลไกของแมมโมแกรม เครื่องจะกดเต้านมไว้ประมาณ 5 วินาที ให้เนื้อภายในเต้านมกระจายออก โดยใช้เวลาการตรวจทั้งโปรแกรมประมาณ 5 – 10 นาที ทำ อาจจะทำให้เจ็บบ้างขึ้นอยู่กับขนาดของเต้านมแต่ละคน และจุดเด่นของแมมโมแกรม เนื่องจากปริมาณรังสีที่ใช้น้อยมาก อีกทั้งยังเป็นรังสีแพทย์เฉพาะทางเต้านม ประกอบกับการตรวจเพียง 1 – 2 ปีต่อครั้ง จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ต่อผู้เข้ารับการตรวจ
หากตรวจเจอมะเร็งเต้านม ต้องทำอย่างไร?
การตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมในระยะเริ่มแรก สามารถเลือกได้ว่าจะผ่าตัดเฉพาะจุดที่เป็นมะเร็ง ซึ่งเป็นการผ่าตัดแบบสงวนเต้าหรือตัดเฉพาะบางส่วน หรือจะเลือกการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด ถ้าเลือกการผ่าตัดแบบสงวนเต้าต้องทำควบคู่กับการฉายรังสีรักษาเต้านมที่เหลือ แต่ถ้าเลือกผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดและไม่ต้องรับการฉายรังสีรักษาหลังรับการผ่าตัด ซึ่งทั้งสองวิธีให้ผลการรักษาที่เหมือนกันคือ ผู้ป่วยมีโอกาสจะหายจากมะเร็งได้เกือบ 100% โดยไม่ต้องให้เคมีบำบัด
หากพบมะเร็งในระยะที่ใหญ่ขึ้นคือตั้งแต่ระยะที่ 1 ตอนปลาย เป็นต้น โอกาสที่จะผ่าตัดสงวนเต้านมได้จะลดลง อาจต้องผ่าตัดด้วยการรักษาเต้านมออกทั้งหมด ทั้งยังต้องรักษาเสริมด้วยยาเคมีบำบัดและฮอร์โมน เพื่อลดโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำ ทั้งนี้เราจะทำให้เต้านมกลับสู่รูปร่างเดิมหรือใกล้เคียงด้วยการเสริมซิลิโคนหรือใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นมาสร้างเป็นเต้านมใหม่ได้
แมมโมแกรม คัดกรองมะเร็งเต้านม ควรทำเมื่อไหร่ ? เรื่องที่หญิงยุคใหม่ต้องรู้!
ภูมิคุ้มกันบำบัด เสริมประสิทธิภาพรักษามะเร็งเต้านมได้?
นพ. สาธิต ศรีมันทยามาศ ผู้อำนวยการศูนย์เต้านม โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ ระบุว่า ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) นำมาใช้ในการแพทย์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น และเป็นการรักษามะเร็งเต้านมแบบใหม่ เนื่องจากปกติร่างกายของคนเรามีภูมิคุ้มกันที่จัดการเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม การเกิดมะเร็งนับเป็นสัญญาณว่าภูมิคุ้มกันทำงานไม่เหมาะสมหรือบกพร่อง การให้ภูมิคุ้มกันบำบัด เป็นการรักษาที่เข้าไปเสริมหรือปรับการทำงานระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย เพื่อตรวจรับจับสิ่งแปลกปลอมหรือสิ่งปกติได้ง่ายขึ้น จัดการมะเร็งหรือชะลอการเติบโตได้ง่ายขึ้น ในบางระยะสามารถทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายมากขึ้นได้ หรือในผู้ป่วยระยะกระจายสามารถควบคุมให้โรคสงบได้นานมาก ซึ่งมีโอกาสตอบสนองต่อการรักษามะเร็งในระยะยาวและผลข้างเคียงน้อยกว่ายาเคมีบำบัด
การพัฒนาการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดมีหลายวิธี เช่น ภูมิคุ้มกันบำบัดรักษาโดยใช้ที – เซลล์บำบัด (T Cell Therapy) การใช้วัคซีนป้องกันโรคมะเร็งในบางอวัยวะ ซึ่งในมะเร็งเต้านมอาจยังมีที่ใช้ไม่ชัดเจน แต่หนึ่งในวิธีที่มีการใช้อย่างแพร่หลายคือ การกระตุ้นให้ภูมิของร่างกายสามารถตรวจจับและทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งเรียกยาในกลุ่มนี้ว่า Immune Check Point Inhibitor เช่นยากลุ่ม PD-L1 inhibitor ซึ่งเป็นการรักษาเสริมและมีผลข้างเคียงน้อยกว่าเคมีบำบัด
ข้อจำกัดของภูมิคุ้มกันบำบัด
นพ. สาธิต ระบุต่อว่า ภูมิคุ้มกันบำบัด จะมีข้อจำกัดในผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม หรือ มะเร็งชนิดดุ (triple negative) ทั้งนี้ การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นการรักษาเสริม จากวิธีที่มีอยู่เดิม คือ การผ่าตัด การให้เคมีบำบัด ฉายรังสีรักษา และการให้ยารักษาแบบพุ่งเป้า หรือในผู้ป่วยที่ไม่สนองต่อยาเคมีบำบำบัด แต่ผู้ป่วยที่จะใช้ยาได้ต้องมีการตรวจมะเร็งว่ามีโปรตีนจำเพาะเช่น PD-L1 จึงจะใช้ได้ ยาในกลุ่ม Immunotherapy สำหรับปัจจุบันที่มีใช้ในมะเร็งเต้านม มี 2 ตัว คือ pembrolizumab และ Dostarlimab
ภูมิคุ้มกันบำบัดนับเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยรักษาผู้ป่วยมะเร็งและเพิ่มโอกาสในการหายขาด ภายใต้เงื่อนไขต้องปฏิบัติคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทางอย่างเคร่งครัดเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้มะเร็งเต้านม หากตรวจพบในระยะเริ่มต้น และได้การรักษาอย่างรวดเร็ว ก็มีโอกาสมากที่จะหายขาดมีสูงมาก
ถึงแม้มะเร็งเต้านมยังป้องกันไม่ได้ แต่สามารถตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ ดังนั้นนอกจากตรวจด้วยวิธีคลำด้วยตนเองแล้วควรให้แพทย์ตรวจทุก 3 – 5 ปี สำหรับผู้หญิงที่อายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ทุกปี หากคนในครอบครัวเป็นมะเร็งอาจต้องตรวจเร็วขึ้นตั้งแต่อายุ 35 ปี เพราะหากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จะทำให้ได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที และอาจจะไม่ต้องสูญเสียเต้านมไป
โรงพยาบาลในเครือ BDMS จึงชวนผู้ที่สนใจ เช็กให้ชัดเพื่อคัดกรองลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านม กับแพ็กเกจ BDMS Breast Cancer Screening Package ในราคาแพ็กเกจละ 2,900 บาท โดยเปิดจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม 2567 และสามารถใช้บริการได้ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567
ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อซื้อโปรแกรมตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม เพื่อเข้ารับบริการ ได้ ณ โรงพยาบาลในเครือ BDMS ทั้ง 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม โรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบีเอ็นเอช กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท กลุ่มโรงพยาบาลเปาโล กลุ่มโรงพยาบาลรอยัล (ประเทศกัมพูชา) และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก