เดอร์มอยด์ซีสต์ ไม่แสดงอาการแต่อันตรายต้องตัดรังไข่ เจอบ่อยในหญิงอายุน้อย
ชวนรู้จัก เดอร์มอยด์ซีสต์ (Dermoid Cyst) ไม่แสดงอาการแต่พัฒนาเป็น ไขมัน เส้นผม กระดูก หรือแม้แต่ฟัน ปรากฏในรังไข่ เหมือนโดนคุณไสย แต่จริงๆแล้วคืออาการป่วย เปิดภาวะแทรกซ้อนและการรักษา
ผู้หญิงหลายคนอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับซีสต์หรือถุงน้ำที่รังไข่ แต่บางคนอาจไม่คุ้นเคยกับ "เดอร์มอยด์ซีสต์" (Dermoid Cyst) ซึ่งเป็นซีสต์ชนิดหนึ่งที่เกิดจากเซลล์ที่สามารถพัฒนาเป็นเซลล์อื่นๆ เช่น ไขมัน เส้นผม กระดูก หรือแม้แต่ฟัน เซลล์เหล่านี้มักปรากฏในรังไข่ตั้งแต่กำเนิด และเมื่อได้รับการกระตุ้นจากปัจจัยบางอย่าง ก็จะพัฒนาเป็นถุงน้ำในรังไข่
เดอร์มอยด์ซีสต์มักไม่แสดงอาการ ทำให้บางคนอาจไม่รู้ว่ามีซีสต์อยู่ จนกว่าจะมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ถุงน้ำแตกหรือบิดขั้ว
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเกิดจากสาเหตุเหนือธรรมชาติ เช่น โดนของหรือคุณไสย แต่ในความเป็นจริง เดอร์มอยด์ซีสต์เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้หญิง แม้ในอายุน้อยหรือยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ แม้ว่าซีสต์ชนิดนี้จะไม่แสดงอาการชัดเจน แต่การตรวจภายในและอัลตราซาวนด์เป็นประจำทุกปีมีความสำคัญมาก เพราะถ้าถุงน้ำเติบโตขึ้น อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนต้องตัดรังไข่ออกได้
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
- บิดขั้วรังไข่ (Torsion) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องน้อย อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้ต่ำ หากไม่ได้รับการรักษา รังไข่อาจขาดเลือดจนเน่า และต้องตัดรังไข่ออก
- ถุงน้ำแตกหรือรั่ว (Rupture or Leakage) ทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อยฉับพลัน หากมีเลือดออกในช่องท้องมาก อาจเกิดภาวะช็อก
- ติดเชื้อ (Infection) แม้ว่าจะพบได้ยาก แต่หากเกิดขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงและปวดท้องน้อยรุนแรง ต้องรักษาโดยด่วน
- เสี่ยงเป็นมะเร็ง (Cancer) แม้ว่าโอกาสเกิดมะเร็งจากเดอร์มอยด์ซีสต์จะมีน้อย (ประมาณ 1%) แต่ก็ควรเฝ้าระวัง โดยเฉพาะในผู้ป่วยอายุน้อย
อยู่หน้าจอทั้งวันระวัง“เทคโนโลยี ซินโดรม” ยิ่งเล่นในที่มืด ยิ่งเสี่ยงต้อ
การรักษาเดอร์มอยด์ซีสต์
- การผ่าตัดเลาะถุงน้ำ (Ovarian Cystectomy) เหมาะกับกรณีที่ถุงน้ำยังไม่ใหญ่และรังไข่ยังไม่เน่า การตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดการเสียเนื้อรังไข่ เหมาะกับผู้ที่มีแผนจะมีบุตรในอนาคต
- การผ่าตัดรังไข่ข้างที่มีปัญหาออก (Unilateral Oophorectomy) ใช้ในกรณีที่ถุงน้ำมีขนาดใหญ่มากหรือรังไข่เน่า ซึ่งจำเป็นต้องตัดออก รังไข่อีกข้างที่ปกติยังสามารถผลิตฮอร์โมนเพศหญิงได้
ถึงแม้จะยังไม่มีการรักษาโดยไม่ต้องผ่านตัดได้ แต่ปัจจุบันสามารถทำได้โดยไม่ต้องเปิดหน้าท้อง โดยใช้การผ่าตัดผ่านกล้องที่มีแผลเล็กมากเพียง 5 -10 มิลลิเมตร ทำให้ผู้ป่วยเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ลดโอกาสเกิดพังผืด และลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโลเกษตร