4 มีนาคม วันโรคอ้วนโลก เตือนอันตรายยาลดน้ำหนักสารเพียบ ผอมเสี่ยงชีวิต
วันโรคอ้วนโลก (World Obesity Day) 4 มีนาคม ข้อมูลล่าสุดพบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้น มีภาวะอ้วนถึง 42% ของทุกปี ร่วมรณรงค์ลดน้ำหนักให้ถูกวิธีไม่ใช้ยาลดน้ำหนัก ผอมไม่ยั่งยืนเสี่ยงโยโย่แถม สุขภาพกายพัง สุขภาพจิตเสีย อันตรายถึงชีวิต
เนื่องในวันที่ 4 มีนาคมของทุกปี วันโรคอ้วนโลก (World Obesity Day) โดยในปีนี้ไทยได้ รณรงค์ Changing Systems, Healthier Lives: ระบบดี สุขภาพดี โดยมุ่งเน้นให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกันปรับเปลี่ยนระบบสุขภาพ รวมทั้งชุมชนปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการป้องกันและจัดการโรคอ้วน
ข้อมูลจากสหพันธ์โรคอ้วนโลก (World Obesity Federation) พบว่า ปัจจุบันประชากรทั่วโลกมีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าในปี 2578 จะมีประชากรกว่า 1.9 พันล้านคน มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน
คิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรโลก สำหรับประเทศไทยผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 6 (พ.ศ. 2562-2563) พบว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะอ้วนร้อยละ 42.2 และอ้วนลงพุงร้อยละ 39.4
อันตรายยาลดน้ำหนัก
แน่นอนว่าการลดน้ำหนักที่ดีที่สุดคือการออกกำลังกายควบคู่ไปกับการกินอาหารที่มีประโยชน์ โดยไม่อดอาหาร ไม่ควรใช้ทางลัดอย่างยาลดชุดลดน้ำหนักที่ขายตามออนไลน์ ป้องกันอันตรายที่คาดไม่ถึง
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุข้อมูลว่า ยาลดน้ำหนักที่ใช้ในการทางแพทย์นั้น มักจะใช้ในผู้ป่วยโรคอ้วนหรือผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกิน ที่มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30 กิโลกรัม/ตารางเมตรขึ้นไป หรือเกิน 27 กิโลกรัม/ตารางเมตร แต่มีโรคความดันสูง โรคเบาหวาน หรือหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย ผู้ป่วยต้องผ่านการรักษาด้วยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกายและการปรับพฤติกรรมแล้ว แต่ยังไม่สามารถลดน้ำหนักจนถึงเป้าหมายได้ จึงจะสามารถใช้ยาเหล่านี้ได้ ไม่ใช่ว่าอยากจะลดน้ำหนักแล้วสามารถใช้ยาได้เลย การใช้ยาต้องอยู่ในการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และใช้เป็นตัวเสริมจากการออกกำลังกายการคุมอาหารเท่านั้น
ปัจจุบันพบว่ายาชุดลดน้ำหนักที่ขายตามสื่ออินเตอร์เน็ตต่าง ๆ หรือตามคลินิกที่ไม่ได้รับการรับรอง มีส่วนผสมของยาหลาย ๆ ตัว และอาจจะมีการใช้ยาที่เป็นอันตรายหรือลักลอบใส่สารอันตรายลงไป ซึ่งมีผลเสียต่อร่างกายของเราได้ เช่น
- ทำให้เกิดอาการหงุดหงิด
- ทำให้เกิดอาการเวียนหัวอย่างรุนแรง
- สมาธิการเรียนและการทำงานลดลง
- หัวใจบีบตัว มีอาการใจสั่น
- นอนไม่หลับ
นอกจากนี้ยาลดน้ำหนักบางชนิดอาจมีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจ สามารถทำให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพจิต, รวมถึงความวิตกกังวล, ความซึมเศร้า, และความกระตือรือร้น การใช้ยาลดน้ำหนักเกินขนาดที่แนะนำสามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงและอันตราย, ซึ่งอาจรวมถึงความผิดปกติทางเมตาบอลิซม, ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ, และความผิดปกติที่รุนแรงทางจิตเวช
อย่างไรก็ตาม ยาลดน้ำหนักที่ขายโดยไม่ต้องมีคำสั่งจากแพทย์อาจซ่อนสารอันตรายเหล่านี้ไว้ ความถูกต้องของข้อมูลนี้ขึ้นอยู่กับระบบควบคุมและการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์สุขภาพในแต่ละประเทศ
- Fenfluramine: เคยใช้ร่วมกับ Phentermine ในยาที่เรียกว่า "fen-phen". ยานี้ถูกห้ามเนื่องจากความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจและความดันสูงในหลอดเลือดปอด
- Sibutramine: เคยใช้ในการควบคุมความหิวแต่ถูกห้ามในหลายประเทศเนื่องจากการเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและอัมพาต
- Ephedrine: ส่วนผสมในยาลดน้ำหนักและเสริมอาหาร มีความเสี่ยงในการเกิดปัญหาหัวใจ, ความดันโลหิตสูง, และการระบายอากาศไม่สมบูรณ์
- Dinitrophenol (DNP): ใช้ในยุค 1930s เป็นยาลดน้ำหนักแต่ถูกห้ามเนื่องจากทำให้เกิดอุณหภูมิร่างกายสูงที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิต
- สารละลายไขมันที่ไม่ปลอดภัย: ยาลดน้ำหนักบางชนิดอาจมีสารละลายไขมันที่ไม่ปลอดภัยซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการย่อยอาหารและปัญหาในลำไส้ใหญ่
การพบสารอันตรายเหล่านี้ในยาลดน้ำหนักทำให้เราต้องมีความระมัดระวังมากขึ้นเมื่อต้องการใช้ยาลดน้ำหนัก ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญสุขภาพหรือแพทย์เมื่อต้องการลดน้ำหนัก
Magnific/Wavebreak Media
ลดความอ้วน
แนะนำวิธีการควบคุมน้ำหนักง่าย ๆ
- คำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index) คือ ตัวชี้วัดมาตรฐานแสดงสภาวะความสมดุลของร่างกาย คำนวณโดยใช้สูตร
- ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร) x ส่วนสูง (เมตร)
- โดยค่า BMI อยู่ระหว่าง 18.5-22.9 Kg/m2 จะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
- กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และกินอาหารให้หลากหลาย
- เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค เช่น หลีกเลี่ยงอาหารหวาน หลีกเลี่ยงการรับประทานของทอด ของมัน
- ออกกำลังกาย อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ30 นาทีขึ้นไป
ขอบคุณข้อมูลจาก : FDA Thai และ กรมควบคุมโรค