“โรครูมาตอยด์” อาการปวดข้อที่คล้ายกับโรคอื่น แต่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกัน
เปิดข้อมูลโรครูมาตอยด์ อาการข้างเคียงที่อาจเกิดร่วม โรคข้อที่คล้ายกันแต่ไม่ใช่ แพทย์แนะปวดข้อแบบนี้ควรพบแพทย์ด่วน
โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) คือโรคที่เกี่ยวกับการอักเสบตามข้อต่างๆ บนร่างกาย อาทิ ข้อมือ ข้อนิ้ว และข้อเท้า เป็นต้น ผู้ป่วยที่พบส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยหนุ่มสาว เนื่องจากเป็นวัยที่ภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้ดี ทำให้เมื่อระบบภูคุ้มกันเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับร่างกายจะได้รับผลกระทบมาก นอกจากนี้โรคข้อสักเสบรูมาตอยด์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงตามข้อต่อต่างๆ ของร่างกายเท่านั้น ยังมีส่วนอื่นของร่างกายที่ได้รับผลกระทบจากโรครูมาตอยด์ เช่น ตา กล้ามเนื้อ หรือเส้นประสาท
ถึงแม้ว่าโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์จะเป็นโรคที่สามารถพบได้บ่อย และเป็นหนึ่งในโรคข้ออักเสบเรื้อรังแต่ยังมีโรคข้ออักเสบแบบอื่นที่มีอาการใกล้เคียงกับโรครูมาตอยด์ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความสับสนว่าจริงๆ แล้วอาการที่กำลังเผชิญอยู่ใช่โรครูมาตอยด์หรือไม่ ทางที่ดีผู้ป่วยควรได้รับการตรวจและวินิจฉัยโรคจากแพทย์ เนื่องจากการรักษาโรครูมาตอยด์กับโรคข้ออักเสบเรื้อรังแตกต่างกัน
อาการของผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ในระยะแรกหรือเริ่มต้นจะมีอาการข้ออักเสบ (Arthritis) โดยบริเวณที่อักเสบมักจะเป็นข้อต่อที่มีขนาดเล็ก เช่น ข้อมือ ข้อนิ้วเท้า ข้อโคนนิ้วมือ และข้อกลางนิ้วมือ ซึ่งจะมีอาการปวด บวม แดง รู้สึกเจ็บข้อเข่า ทำให้ข้อเข่าเสื่อมเมื่อกดและรู้สึกร้อนเมื่อสัมผัสบริเวณนั้นแม้ว่าจะเป็นโรคที่มักเกิดการอักเสบหลายข้อพร้อมกันและเป็นแบบสมมาตร (Symmetrical Polyarthritis) แต่ในระยะแรกอาจจะมีอาการอักเสบเพียงข้อเดียวและไม่สมมาตร
อาการของโรครูมาตอยด์
- มีอาการปวดแตกต่างจากการปวดแบบมีการใช้งานข้อหนัก ๆ จึงทำให้รู้สึกปวดที่ข้อ แต่อาการปวดของโรครูมาตอยด์จะปวดเมื่อไม่ได้มีการใช้งานข้อหนักแต่อย่างใด โดยจะปวดในตอนเช้าหลังจากตื่นนอน หรือปวดเมื่อมีการหยุดใช้งานข้อเป็นระยะเวลานาน โดยจะมีอาการข้อฝืดตึง (Joint Stiffness) และปวดนานเกิน 1 ชั่วโมง
- มีอาการอักเสบและบมบริเวณข้อต่อ เช่น ข้อมือ ข้อนิ้วเท้า หัวไหล่ เข่า และอื่น ๆ ทั้งนี้อาจมีการอักเสบบริเวณดังกล่าวพร้อมทั้งมีเลือดซึมอยู่ด้วย
- สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์มานาน หรือผู้ป่วยระยะสุดท้ายอาจจะเกิดการทำลายข้อจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้เอ็นและกล้ามเนื้อรอบข้อหย่อนยานและอ่อนแรง ทำให้กลายเป็นข้อพิการผิดรูปในที่สุด
- ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ระยะสุดท้าย อาจเกิดการอักเสบต่อข้อต่ออย่างรุนแรง หรือมีการปวดข้อต่อหลาย ๆ แห่งพร้อมกัน
- สำหรับข้อพิการผิดรูปมักเกิดบริเวณนิ้วมือและข้อมือ และอาการโรครูมาตอยด์อาจจะไปคล้ายกับอาการโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ ที่มีอาการเจ็บบริเวณข้อเข่า ทางที่ดีควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและวินิจฉัยโรค
อาการอื่น ๆ ที่พบได้นอกเหนือจากการอักเสบบริเวณข้อต่อ ได้แก่ ตาแห้ง เยื่อบุตาขาวอักเสบ และตาขาวอักเสบที่รุนแรงทำให้ทะลุได้, หลอดเลือดอักเสบ, ภาวะกระดูกพรุน และ เกล็ดเลือดสูง ภาวะม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองโต และเม็ดเลือดขาวต่ำ (Felty’s Syndrome) เป็นต้น
ดังนั้นหากคุณพบว่าตนเองมีอาการปวดข้อแบบไม่หายสักที ให้คุณรีบไปพบแพทย์เพื่อรักษาโดยด่วน เพื่อไม่ให้เกิดการลุกลาม ถึงแม้ว่าอาการของโรครูมาตอยด์นั้นจะไม่สามารถทำให้หายขาดได้ แต่การรีบเข้ารักษาจะเป็นผลดีกว่าการปล่อยให้อาการนั้นรุนแรงมากกว่าเดิม และยากที่จะรักษาได้
อาการข้างเคียงที่อาจเกิดร่วม
นอกจากการอักเสบบริเวณข้อต่อภายในร่างกายแล้ว 40% ของผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ยังพบอาการผิดปกติอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อต่อ ดังนี้
- ตาแห้ง เยื่อบุตาขาวอักเสบ และตาขาวอักเสบที่รุนแรงทำให้ทะลุได้
- เยื่อหุ้มปอดอักเสบ ปอดอักเสบ และเป็นพังผืดที่ปอด
- พบภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis)
- เกล็ดเลือดสูง ภาวะม้ามโต ต่อมน้ำเหลืองโต และเม็ดเลือดขาวต่ำ (Felty’s Syndrome)
- หลอดเลือดอักเสบ
- ภาวะกระดูกพรุน
- ปุ่มรูมาตอยด์ (Rheumatoid Nodules) เป็นปุ่มเนื้อนิ่มๆ ที่มักเกิดบริเวณข้อต่อที่มีการเสียดสีบ่อยๆ
โรคที่อาการคล้ายรูมาตอยด์
- โรคข้ออักเสบแบบเฉัยบพลันแบบข้อเดียว เป็นการอักเสบของข้อต่อเพียงข้อเดียว ซึ่งอาจเกิดจากโรคเก๊าท์ หรือข้ออักเสบติดเชื้อ ข้ออักเสบจากการใช้งาน เอ็นข้อมืออักเสบ ผิวหนังอักเสบที่อยู่ติดข้อได้ การบาดเจ็บหรือสาเหตุอื่น ๆ
- ข้ออักเสบชนิดหลายข้อถ้ามีอาการชนิดเฉียบพลัน โดยส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ และแบคทีเรียบางชนิด
- โรคเอ็นสะบ้าอักเสบ (Patellar tendinitis) โดยมีอากรเจ็บปวดบริเวณรอบๆ กระดูกสะบ้า ในรายที่เป็นมากจะเจ็บอยู่ตลอดเวลา หรือบางรายจะมีอาการก็ต่อเมื่อ วิ่ง กระโดด เป็นต้น โดยส่วนมากจะพบในนักกีฬากระโดสูง นักบาสเกตบอล นักวอลเล่ย์บอล
- โรคเกาต์ โดยมีอาการปวดเฉียบพลัน ในช่วงแรก ๆ จะมีการอักเสบที่ข้อเพียงข้อเดียว ได้แก่ ข้อนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า แต่หากหยุดการใช้งานข้อที่อักเสบจะหายเองได้
- โรคซิวิตต์ (Spondyloarthritis) โดยจะมีอาการฝืดขัดตึงบริเวณหลังประมาณ 15-30 นาที บางครั้งอาจมีปวดข้อเข่า ข้อเข่าบวมข้างใดข้างหนึ่ง หรือปวดข้อเท้า ข้อเท้าบวม หรือปวดบริเวณแก้มก้นข้างใดข้างหนึ่ง มีปวดข้อสะโพก มีเอ็นอักเสบบริเวณส้นเท้าและฝ่าเท้าแบบเป็น ๆ หาย ๆ หากมีอาการเหล่านี้ให้รีบพบแพทย์โดยด่วน และโรคนี้ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังเป็นพิเศษ
- โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน อาการของโรคสามารถเกิดขึเนได้ทุกส่วนของร่างกาย เช่น อาการปวดเท้า ปวดหลัง นิ้วมือและนิ้วเท้าบวม สำหรับผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินอาจมีอาการปวดเท้าโดยเฉพาะที่บริเวณส้นเท้าด้านหลังหรือฝ่าเท้า
- โรคหลอดเลือดอักเสบ (Vasculitis) เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับหลอดเลือด ได้แก่ หลอดแดง หลอดเลือดดำ หลอดเลือดฝอย ซึ่งอาการจะปวดตามข้อต่าง ๆ
- โรคแพ้ภูมิตัวเอสแอลอี (SLE) โรคภูมิแพ้ตัวเอง เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันผิดปกติ โดยภูมิคุ้มกันที่ผิดปกตินั้นจะไปทำลายเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย จนทำให้เกิดการอักเสบและทำให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะทั่วร่างกาย ซึ่งจะพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยมีปัจจัยที่กระตุ้นให้โรคกำเริบมากขึ้น ได้แก่ การติดเชื้อภายในร่างกาย แสงแดด เป็นต้น
โรครูมาตอยด์เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของข้อต่อ ดังนั้นจำเป็นต้องคอยสังเกตอาการตนเอง หากมีอาการผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับข้อดังต่อไปนี้ แนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจร่างกายและเข้ารับการรักษาทันที
- มีอาการอักเสบเรื้อรังพร้อมกันหลายข้อ และเป็นติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกิน 6 สัปดาห์
- หลังจากตื่นนอนและไม่ได้ใช้งานข้อต่อเป็นระยะเวลานาน หากเกิดอาการข้อฝืดตึงไม่สามารถขยับได้ และใช้เวลานานเกิน 1 ชั่วโมง จึงจะสามารถขยับข้อได้ตามปกติ
- มีอาการปวดและบวมตามบริเวณข้อต่อ เมื่อกดบริเวณข้อที่มีการอักเสบจะรู้สึกปวดมาก
- มีอาการแทรกซ้อนอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ต่ำๆ กล้ามเนื้ออ่อนแรง น้ำหนักลดลง และปวดเมื่อยทั้งตัว
หากคุณมีอาการที่กล่าวไปข้างต้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและเข้ารับการรักษาที่ถูกวิธี เพื่อบรรเทาอาการของโรคโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที เพราะนั้นอาจจะเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณเข้าข่ายเสี่ยงเป็นโรครูมาตอยด์ เพราะถึงแม้ปัจจุบันโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ยังไม่มีวิธีที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เป็นเพียงแค่การบรรเทาอาการเจ็บปวด และการยับยั้งการอักเสบของข้อเท่านั้น โดยวิธีรักษาจะขึ้นอยู่กับอาการความรุนแรงของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งวิธีการรักษาโรครูมาตอยด์มีตั้งแต่ การทำกายภาพบำบัด การรับประทานยา และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อ ทั้งนี้การรักษาจะขึ้นอยู่กับอาการความรุนแรงและดุลยพินิจของแพทย์
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์