ศูนย์พักพิงระวังยุงลาย! แพร่เชื้อไข้เลือดออกช่วงน้ำท่วม
ไข้เลือดออกระบาดช่วงน้ำท่วม เสี่ยงจากแหล่งเพาะยุงลายในน้ำขัง อาการสำคัญคือไข้สูงลอย ปวดท้อง อาเจียน เสี่ยงช็อก ต้องป้องกันยุงกัดและรีบพบแพทย์เมื่ออาการรุนแรง
ไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี โดยมียุงลายตัวเมียเป็นพาหะนำโรค แพร่เชื้อผ่านทางน้ำลายของยุง หลังจากยุงดูดเลือดของคนที่มีเชื้อไวรัสเข้าไป เชื้อจะทำการเพาะเชื้อในกระเพาะ และต่อมน้ำลายของยุง โดยมีระยะการฟักตัวอยู่ที่ 8-12 วัน เมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสไปกัดผู้อื่น จะทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ที่โดนกัดจนเกิดการติดเชื้อ และป่วยตามมาหลังถูกกัด 3-15 วัน
โดยไม่ช่วงน้ำท่วมนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งโรคที่ควรระวัง ซึ่งน้ำที่ท่วมไหลผ่านอาจไม่ใช่แหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย แต่เป็นน้ำที่ท่วมขังตามภาชนะต่างๆ หรือตกค้างอยู่ตามเศษขยะ กาบใบไม้ขนาดใหญ่ ที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย เป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกได้
สัญญาณไข้เลือดออก
- ไข้สูงลอยเฉียบพลัน 2-7 วัน เบื่ออาหาร หน้าแดงปวดศรีษะ ร่วมกับอาการคลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีอาการ ปวดท้อง
- บางรายมีจุดเลือดขึ้นตามตัว เลือดกำเดาไหล
- ไข้ลด แต่ผู้ป่วยดูซึมลง ตัวเย็น หน้ามืด ปัสสาวะลดลง
3 ระยะ การดำเนินของโรค
- ระยะไข้สูง ส่วนใหญ่ไข้สูง 39-41 องศาเซลเซียส นาน 2-7 วัน หน้าแดง ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร ปวดท้อง อาเจียน ปวดตามตัว มีจุดเลือดออกที่ผิวหนัง หรืออวัยวะอื่นและไม่พบอาการไข้หวัดชัดเจน
- ระยะวิกฤติ/ช็อก เป็นระยะที่มีการรั่วของพลาสม่า ไข้มักลดลงอย่างรวดเร็ว มีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็นชีพจรเบา บางรายถึงกับภาวะช็อก ระยะนี้ประมาณ 24-48 ชั่วโมง หลังไข้ลดลง
- ระยะพักฟื้น เป็นระยะที่มีการดูดกลับของพลาสม่า เข้าสู่กระแสโลหิต ผู้ป่วยอาการดีขึ้น เริ่มอยากอาหาร คัน ปัสสาวะเพิ่มขึ้น บางรายจะเห็นวงยาวกระจายอยู่ในพื้นสีแดง
ไข้เลือดออก ยิ่งเป็นซ้ำอาการยิ่งรุนแรง
ไข้เลือดออก เป็นแล้วเป็นซ้ำได้อีก การติดเชื้อซ้ำครั้งถัดไป อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไข้เลือดออกที่รุนแรงขึ้นถึงร้อยละ 80-90 เนื่องจากมีไวรัสถึง 4 สายพันธุ์ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกที่เคยได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใดจะมีภูมิคุ้มกันเฉพาะสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต และจะมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์อื่น 6-12 เดือนหลังจากได้รับเชื้อไวรัสครั้งแรก เช่น เคยได้รับเชื้อสายพันธุ์ DENV-1 ก็จะมีภูมิคุ้มกันสายพันธุ์ DENV-1 ไปตลอดชีวิต แต่จะมีภูมิต่อเชื้อสายพันธุ์อื่นเพียง 6-12 เดือนเท่านั้น
เมื่อมีการติดเชื้อครั้งที่สองแต่เป็นคนละสายพันธุ์กัน ภูมิต้านทานที่เหลืออยู่จะเกิดความสับสน จึงไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้ดีพอหรือกำจัดได้ไม่ทัน ซ้ำยังพบว่าในบางราย ภูมิต้านทานที่เคยเป็นเกราะป้องกันกลับไปส่งเสริมให้เชื้อไวรัสนั้นแข็งแรงขึ้น กระจายตัวได้มากขึ้น จึงเป็นเหตุให้การติดเชื้อครั้งที่สองมีอาการรุนแรงมากกว่าเดิม
ไข้เลือดออกกับความรุนแรงของโรค
อันตรายที่เกิดจากไวรัสไข้เลือดออกนั้น สามารถเกิดอาการได้ในหลายระบบของร่างกาย ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ เสียหาย ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออก เช่น
- ติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง
- เลือดออกในอวัยวะต่างๆ เช่น ทางเดินอาหาร สมอง
- ภาวะช็อกจากการที่เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ไม่พอ
- การหายใจล้มเหลวจากสารน้ำที่รั่วไปท่วมที่ปอด
- ตับวายจากเชื้อไวรัส และจากการที่เลือดไปเลี้ยงไม่พอ
การป้องกันโรคไข้เลือดออกในศูนย์พักพิงชั่วคราว
ต้องอยู่รวมกันในศูนย์พักพิง แต่เราทุกคนสามารถ “ป้องกันโรคไข้เลือดออก” ได้ ป้องกันยุงลาย ไม่ให้กัดและแพร่เชื้อ
- ใช้มุ้งครอบกันยุง
- สวมเสื้อผ้าแขนขายาว
- ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุง
หากมีไข้สูงลอย ปวดท้องมาก อาเจียนบ่อย หรือถ่ายดำ แม้ไข้ลดแล้ว แต่ยังมีอาการซึมลง กระสับกระส่าย มือเท้าเย็นให้รีบไปพบแพทย์ทันที
ดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างถูกวิธี
- ห้ามกินยาต้านอักเสบ กลุ่ม NSAIDs เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน โดโคลฟีแนค เพราะอาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกในอวัยวะภายใน และเพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิต
- ใช้พาราเซตามอล เพื่อลดไข้และบรรเทาอาการ
- ดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา , โรงพยาบาลกรุงเทพตราด และ กรมควบคุมโรค