เตือน! ฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงปลายปี–ต้นปี เผยแต่ละภาครุนแรงช่วงเดือนไหน ?
ฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงช่วงปลายปี–ต้นปีจากอากาศปิดและการเผาในหลายภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ หัวใจ และกลุ่มเสี่ยง แนะนำสวม N95 เลี่ยงออกนอกอาคาร และใช้เครื่องฟอกอากาศ
อนุภาคฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือประมาณ 1/30 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ ด้วยขนาดที่เล็กมาก ฝุ่น PM 2.5 สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และปอดของมนุษย์ได้ง่าย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงเช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง ไอ หอบ หรือหายใจลำบากจากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ พบว่า ในช่วงปลายปี ค่า ฝุ่น PM 2.5 มักจะสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการจราจรคับคั่ง หรือพื้นที่ใกล้แหล่งก่อมลพิษ
ช่างภาพพีพีทีวี
ฝุ่นPM2.5
PM 2.5 มักเกิดขึ้นในไทยช่วงไหน
pm 2.5 คือ ปัญหาที่ประเทศไทยต้องประสบกับปัญหานี้อย่างต่อเนื่องในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา pm 2.5 ปกคลุมหนาไปทั่วทุกพื้นที่ทั้งในกรุงเทพ ปริมณฑล และภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้คนไทย โดย อากาศที่อยู่บริเวณพื้นดินนั้นจะมีอุณหภูมิที่สูงกว่าอากาศที่ลอยอยู่บนฟ้า และตามปกติอากาศอุณหภูมิสูงจะเคลื่อนตัวไปยังอากาศอุณหภูมิต่ำ และจะพัดพาเอาฝุ่นละออง ควัน มลพิษต่าง ๆ ลอยขึ้นไปบนฟ้า แต่อากาศเย็นในฤดูหนาวจะเป็นช่วงที่ความกดอากาศสูงจากทางตอนเหนือของประเทศเคลื่อนตัวลงมาปกคลุมพื้นที่ของประเทศไทยทำให้เกิดลักษณะของ อากาศปิด ฝุ่นpm 2.5 ควันต่าง ๆ ไม่สามารถลอยขึ้นไปได้และไหลย้อนลงสู่พื้นดินจนสะสมมากขึ้นบวกกับสภาพอากาศไม่ถ่ายเทอีกด้วย จึงเป็นที่มาให้เราต้องสูดดมฝุ่นควันเหล่านี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งpm 2.5 มักเกิดขึ้นในช่วงต้นปีและปลายปี
- กรุงเทพมหานคร พบว่าสถานการณ์ฝุ่นจะรุนแรงเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวในเดือนธันวาคม - มีนาคมจึงมักเกิดฝุ่นในช่วงเดือนนี้ ช่วงเวลานี้อากาศนิ่งกว่าช่วงอื่น ๆ
- ภาคกลาง พบว่าสถานการณ์ฝุ่นจะรุนแรงช่วงเดือนมกราคม – เมษายน ได้รับผลกระทบจากฝุ่นข้ามพรมแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน และการเผาภาคเกษตร
- ภาคตะวันตกและตะวันออก พบว่าสถานการณ์ฝุ่นจะรุนแรงในช่วงเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม เป็นระยะที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวนาข้าว พืชผลทางการเกษตร และจะเริ่มทำการเผาเพื่อปรับปรุงพื้นที่เตรียมเพาะปลูกรอบใหม่
- ภาคเหนือ พบว่าสถานการณ์ฝุ่นจะรุนแรงโดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคม – พฤษภาคม ภาคเหนือเป็นพื้นที่ราบที่มีภูเขาล้อมรอบ ลักษณะเหมือนแอ่งกระทะ ช่วงเดือนดังกล่าวเป็นช่วงที่สภาพอากาศนิ่งและแห้ง ไร้ลมพัด มีความกดอากาศสูงเกิดไฟป่าง่าย รวมถึงมักมีการเผาภาคการเกษตรในช่วงนั้น
- ภาคใต้ พบว่าสถานการณ์ฝุ่นจะรุนแรงในช่วงเดือนสิงหาคม – ตุลาคม ซึ่งมาจากช่วงอุณหภูมิอากาศสูง และความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ รวมถึงฝุ่นควันจากประเทศเพื่อนบ้านที่พัดเข้ามา
ผลกระทบสัมผัสกับฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบระยะสั้น
- ระบบทางเดินหายใจ ระคายเคืองจมูก และลำคอ มีอาการไอ จาม หายใจลำบาก โรคหอบหืด หรือภูมิแพ้กำเริบ
- ดวงตา ตาแดง ระคายเคืองตา และน้ำตาไหล
- อาการทั่วไป อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และรู้สึกไม่สบายตัว
ผลกระทบระยะยาว
- โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง เพิ่มความเสี่ยงโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) หรือ โรคถุงลมโป่งพอง
- โรคหัวใจ และหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย และหลอดเลือดสมองตีบ
- โรคมะเร็ง เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอด เนื่องจากฝุ่น PM 2.5 ก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของเนื้อเยื่อปอด
- ผลกระทบต่อหญิงตั้งครรภ์ และเด็ก เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะครรภ์เป็นพิษ น้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำ และการคลอดก่อนกำหนด ส่งผลต่อพัฒนาการทางปอด และสมองของเด็ก
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
- เด็กและผู้สูงอายุ ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอและมีความไวต่อมลพิษ
- หญิงตั้งครรภ์ ฝุ่น PM 2.5 อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทารกในครรภ์
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคหอบหืด
วิธีป้องกันตัวเองจาก ฝุ่น PM2.5
- สวมหน้ากากอนามัย ที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับการใช้งาน เช่น หน้ากากอนามัย N95 หรือ N99
- ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองเข้ามาภายในอาคาร
- ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในบ้านช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศในพื้นที่ปิด
- หลีกเลี่ยงการออกไปนอกอาคารในช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 สูง โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็น
- ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย
แน่นอนว่า ฝุ่น PM 2.5 จะเป็นปัญหาที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่การป้องกันตัวเองอย่างเหมาะสมสามารถลดผลกระทบต่อสุขภาพได้ การสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น การอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย และการปรับตัวในชีวิตประจำวันอย่างถูกวิธี จะช่วยให้เรามีสุขภาพดีแม้ในสภาพอากาศที่มีมลพิษสูง หรือหากพบอาการผิดปกติให้รีบมาพบแพทย์ทันที
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท 2 และ โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์