“ค้างคาว” แหล่งรังโรคพบไวรัสกว่า 60 ชนิด นิปาห์-อีโบล่า ต้องระวัง!
ค้างคาวเป็นแหล่งรังโรคสำคัญ พบไวรัสมากกว่า 60 ชนิด รวมถึงนิปาห์และพิษสุนัขบ้า การล่า–จับ–บริโภคเสี่ยงติดเชื้อรุนแรง แพทย์ย้ำไม่กิน ไม่สัมผัส และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง
“ค้างคาว” สัตว์ซึ่งหากินกลางคืนชนิดหนึ่ง และเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่สามารถบินได้เหมือนนก มีวิวัฒนาการมาจากสัตว์จำพวกฟันแทะ เช่น หนูกระแต มีการค้นพบซากฟอสซิลค้างคาวที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุประมาณ 50 ล้านปีมาแล้วค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในค้างคาว ตรวจพบไวรัสมากกว่า 60 ชนิดจากค้างคาวซึ่งก่อให้เกิดโรคในคน เช่น ไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies),ไวรัสอีโบล่า (Ebola),ไวรัสซาร์ส (SARS), ไวรัสนิปาห์ เป็นต้น
ค้างคาวชนิดต่างๆ
ค้างคาวในโลกนี้มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 1,000 ชนิด ในประเทศไทยมีประมาณ 100 ชนิด สามารถแบ่งค้างคาวออกเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือค้างคาวกินผลไม้ และค้างคาวกินแมลง
- ค้างคาวกินผลไม้ เป็นพวกที่กินน้ำหวานดอกไม้ ละอองเกสรและผลไม้เป็นอาหาร ในประเทศไทยมีค้างคาวชนิดนี้มากกว่า 15 ชนิด เช่น ค้างคาวแม่ไก่ ค้างคาวขอบหูขาว ค้างคาวบัว ค้างคาวเล็บกุด และค้างคาวหน้ายาวใหญ่ เป็นต้น
- ค้างคาวกินแมลง ในประเทศไทยมีค้างคาวชนิดนี้ประมาณ 90 ชนิด กินแมลงชนิดต่างๆ เป็นอาหาร เช่น ค้างคาวปากย่น ค้างคาวผีเสื้อ ค้างคาวแวมไพร์แปลง ค้างคาวหน้ายักษ์ทศกรรณ และค้างคาวกิตติ เป็นต้น
เชื้อไวรัสในค้างคาว
การดื่มเลือดค้างคาวสดๆ หรือบริโภคเนื้อ หรือเครื่องในค้างคาว แบบสุกๆดิบๆ มีโอกาสเสี่ยงในการติดโรคจากเชื้อไวรัสสูงมาก มีรายงานการพบไวรัสมากกว่า 60 ชนิดจากค้างคาวหลายชนิดทั่วโลก ซึ่งหลายชนิดก่อให้เกิดโรคในคน เช่น ไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies), ไวรัสอีโบล่า (Ebola),ไวรัสซาร์ส (SARS), ไวรัสนิปาห์ (Nipah) ผลการวิจัยในประเทศไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้มีการตรวจพบไวรัสนิปาห์ที่ก่อให้เกิดโรคสมองอักเสบ จากการตรวจเลือด น้ำลาย และปัสสาวะของค้างคาวแม่ไก่ เชื่อว่าค้างคาวชนิดอื่นๆก็มีเชื้อไวรัสเช่นกัน โรคสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสนิปาห์มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40-80 ค้างคาวมีการติดเชื้อไวรัสอาจไม่แสดงอาการความผิดปกติใดๆ หรือถ้ามีอาการก็เล็กน้อยมาก และแม้ว่าจะมีไวรัสบางชนิดทำให้ค้างคาวป่วยหนักจนตาย แต่ก็จะมีจำนวนไม่น้อยที่หายเอง และยังคงแพร่เชื้อต่อไปได้แม้จะพบว่ามีเชื้อไวรัสในค้างคาวหลายชนิด แต่ค้างคาวก็ไม่ได้แพร่เชื้อโรคสู่มนุษย์ได้โดยง่าย การแยกพื้นที่ที่ชัดเจนจะช่วยให้ไม่ให้มีการปะปนของค้างคาวติดเชื้อมายังคนและสัตว์ การไม่รุกล้ำเข้าไปในถิ่นธรรมชาติของค้างคาวเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการครอบครองพื้นที่ รวมทั้งการไม่นำค้างคาวมาบริโภค จะเป็นเครื่องมือป้องกันให้ค้างคาวไทยยังคงเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่มีคุณค่าโดยที่ไม่มีผลกระทบนำโรคร้ายใดๆมาสู่คน
บริโภคค้างคาว
แม้ว่าการปรุงค้างคาวให้สุกจะสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย แต่ก่อนการปรุงก็มีโอกาสที่ติดเชื้อไวรัสได้ในหลายขั้นตอน การปรุงสุกอาจจะช่วยทำลายเชื้อไวรัสได้ แต่คนยังมีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้ตั้งแต่การจับและการชำแหละ เพราะเชื้อไวรัสจะมีการสะสมอยู่ทั้งในเลือด น้ำลาย และเครื่องใน โดยเฉพาะที่ตับ ม้าม และเยื่อบุช่องท้องของค้างคาว หากถูกกัด หรือบริเวณที่มีบาดแผลไปสัมผัสถูกบริเวณดังกล่าว เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายได้ทันที เมื่อรับประทานค้างคาวแล้วไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเชื้อโรคบางชนิดใช้ระยะการฟักตัวนาน เช่น เชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้ามีระยะฟักตัวเป็นเดือน หรือไวรัสนิปาห์ ที่นอกจากจะแสดงอาการของโรคหลังจากรับเชื้อไวรัสเพียงไม่กี่สัปดาห์แล้ว เชื้อไวรัสบางตัวยังสามารถเข้าไปอาศัยอยู่ในร่างกายและใช้ระยะเวลาฟักตัวนานถึง 2 ปี จึงจะแสดงอาการออกมา
ผู้ที่เคยบริโภคค้างคาว หากมีอาการผิดปกติต่อร่างกาย เป็นไข้ ควรแจ้งแพทย์ด้วยว่ามีการบริโภคค้างคาวมาก่อน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวินิจฉัยโรคการจับค้างคาวมาบริโภคไม่เพียงเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส แต่อาจจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายด้วยเพราะปัจจุบันค้างคาวกินแมลงทุกชนิด และค้างคาวกินผลไม้เกือบทั้งหมดล้วนเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 โดยถือเป็นสัตว์ป่าที่ห้ามล่า ห้ามค้า ห้ามนำเข้าหรือส่งออก เว้นแต่จะได้รับอนุญาต ซึ่งค้างคาวที่ชาวอีสานนิยมนำมาบริโภคขณะนี้ คือ ค้างคาวปีกถุง เป็นค้างคาวกินแมลง และนับเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าคุ้มครองด้วยเช่นกัน
กรมควบคุมโรคและกรมปศุสัตว์ยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่พบการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในคนหรือสุกรในประเทศไทย และยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องร่วมกับกรมอุทยานฯ อัตราการพบเชื้อในค้างคาวของประเทศไทย พบเชื้ออยู่ที่ประมาณ 10-16% ในฝูงค้างคาว เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เคยมีการระบาดของโรคในคน เช่น มาเลเซีย อินเดีย บังกลาเทศ ที่มีอัตราการติดเชื้อในฝูงค้างคาวสูงถึง 40% เชื้อที่พบในค้างคาวของไทยจึงมีโอกาสแพร่สู่คนหรือสัตว์เลี้ยงได้ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่มีการระบาด โดยเชื้อในค้างคาวไทยมักพบตามฤดูกาลในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม
มาตรการป้องกันโรคจากค้างคาว
- ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ได้แก่ หน้ากากอนามัย (แนะนำ N95) แว่นตาป้องกัน สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รองเท้าหุ้มส้น และถุงมือ เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง (น้ำลาย ปัสสาวะ มูล) ของค้างคาว
- "ไม่ล่า ไม่หา ไม่กิน" ห้ามจับหรือสัมผัสสัตว์ป่าด้วยมือเปล่า ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มเข้าไปรับประทานภายในถ้ำเด็ดขาด และห้ามเก็บผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของสัตว์มาบริโภค
- หากสัมผัสสารคัดหลั่งหรือมูลค้างคาว ให้รีบล้างด้วยน้ำสบู่ทันที หากมีบาดแผลให้ทำความสะอาดด้วยยาฆ่าเชื้อและพบแพทย์
- หากมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง หรือมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ ภายใน 4-14 วันหลังเข้าพื้นที่ถ้ำ ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเข้าพื้นที่เสี่ยงทันที
ขอบคุณข้อมูลจาก : Bangkok Health Research Center และ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช