กระดูกสันหลังเสื่อมเกิดจากอะไร? วัยทำงานที่นั่งนาน ยกของหนักต้องระวัง!
กระดูกสันหลังเสื่อมไม่ได้เกิดเฉพาะผู้สูงอายุ วัยทำงานที่นั่งนาน ยกของหนัก หรือมีน้ำหนักเกินก็เสี่ยงได้ รู้สาเหตุ อาการ วิธีรักษา และแนวทางป้องกัน เพื่อลดอาการปวดและชะลอความเสื่อมของกระดูกสันหลังได้อย่างเหมาะสม
กระดูกสันหลังเสื่อม เกิดจากการที่หมอนรองกระดูก ข้อต่อ และเอ็นรอบกระดูกสันหลังเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน ทำให้ความยืดหยุ่นลดลงและอาจมีกระดูกงอกร่วมด้วย สาเหตุหลักคืออายุที่เพิ่มขึ้น การใช้งานหลังหนักซ้ำ ๆ น้ำหนักตัวเกิน และพันธุกรรม พบได้ทั้งในผู้สูงอายุและวัยทำงาน อาการที่พบบ่อยคือปวดหลังหรือปวดคอเรื้อรัง หลังฝืด และอาจปวดร้าวลงแขนขาหากมีการกดทับเส้นประสาท
หลายคนเข้าใจว่า กระดูกสันหลังเสื่อม เป็นเรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงวัยทำงานที่นั่งนาน ยกของหนักเป็นประจำ ก็มีความเสี่ยงไม่น้อยไปกว่ากัน บทความนี้รวบรวมคำตอบของคำถามที่พบบ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็น กระดูกสันหลังเสื่อมเกิดจากอะไร, กระดูกสันหลังเสื่อมเกิดได้อย่างไร หรือ กระดูกสันหลังเสื่อมเพราะอะไร พร้อมอธิบายอาการ วิธีวินิจฉัย แนวทางรักษา และการป้องกันอย่างครบถ้วน
กระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis หรือ Degenerative Spine Disease) คือภาวะที่โครงสร้างของกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูก ข้อต่อกระดูกสันหลัง (Facet Joint) และเอ็นรอบข้อ — เปลี่ยนแปลงไปตามอายุการใช้งาน หมอนรองกระดูกจะบางลงและสูญเสียความชุ่มชื้น ข้อต่อเสียดสีกันมากขึ้น และในบางรายอาจเกิดกระดูกงอก (Bone Spur) หรือโพรงประสาทตีบแคบตามมา
ภาวะนี้ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะมีอาการปวด บางรายตรวจพบความเสื่อมจากภาพเอกซเรย์โดยที่ยังไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดคือ คอ (Cervical Spondylosis) และ หลังส่วนล่าง (Lumbar Spondylosis) เนื่องจากเป็นบริเวณที่รับน้ำหนักและเคลื่อนไหวมากที่สุดในชีวิตประจำวัน
สาเหตุกระดูกสันหลังเสื่อม
ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้
- อายุที่เพิ่มขึ้น สาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุด เริ่มเสื่อมได้ตั้งแต่อายุ 30 ปี และชัดเจนขึ้นหลังอายุ 50 ปี
- พันธุกรรม บางคนมีแนวโน้มหมอนรองกระดูกและข้อต่อเสื่อมเร็วกว่าคนทั่วไป
- เพศ ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงส่งผลต่อมวลกระดูก
ปัจจัยที่ควบคุมได้
- การใช้งานหลังหนักซ้ำ ๆ
- นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นาน ขับรถทางไกล หรือยกของหนักเป็นประจำ
- น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน เพิ่มแรงกดต่อหมอนรองกระดูกและข้อต่อ โดยเฉพาะหลังส่วนล่าง
- นั่งหลังค่อม ก้มดูโทรศัพท์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- การบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ หกล้ม อุบัติเหตุจากกีฬาหรือรถยนต์ อาจเร่งความเสื่อมให้เร็วขึ้น
- ขาดการออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อพยุงหลังอ่อนแรง รับแรงกระแทกได้น้อยลง
- การสูบบุหรี่ ลดการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูก เร่งการเสื่อมสภาพ
การวินิจฉัยกระดูกสันหลังเสื่อม
แพทย์จะวินิจฉัยจากการซักประวัติ อาการ การตรวจร่างกาย และผลตรวจทางรังสีร่วมกัน โดยทั่วไปจะประเมิน
- ตำแหน่งและลักษณะของอาการปวด รวมถึงการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลัง
- การตรวจระบบประสาท ทดสอบแรงกล้ามเนื้อ ความรู้สึก และรีเฟล็กซ์
- การทรงตัวและการเดิน
- ภาพเอกซเรย์ (X-ray) ดูช่องว่างระหว่างข้อกระดูกและการงอกของกระดูก
- MRI ในรายที่สงสัยว่ามีการกดทับเส้นประสาทหรือโพรงประสาทตีบแคบร่วมด้วย
แนวทางรักษากระดูกสันหลังเสื่อม
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรงของอาการ และผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
- ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตพื้นฐานสำคัญของการรักษา ได้แก่ หลีกเลี่ยงการยกของหนัก เปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-60 นาที จัดท่านั่งและโต๊ะทำงานให้เหมาะกับสรีระ ควบคุมน้ำหนักตัว และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- การใช้ยา แพทย์อาจพิจารณายาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาบรรเทาอาการปวดจากเส้นประสาทในบางราย โดยควรใช้ภายใต้คำแนะนำแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานต่อเนื่องด้วยตนเอง
- กายภาพบำบัด ช่วยลดอาการปวด เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลัง และช่วยให้กลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ดีขึ้น โปรแกรมมักประกอบด้วยการยืดกล้ามเนื้อ การเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscles) และการฝึกท่าทางที่ถูกต้อง
- การฉีดยา ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดจากการอักเสบของเส้นประสาท แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาบริเวณโพรงประสาทเพื่อลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวด
- การผ่าตัด พิจารณาเมื่อรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น มีการกดทับเส้นประสาทรุนแรง กล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้น หรือควบคุมการขับถ่ายผิดปกติ ปัจจุบันมีเทคนิคผ่าตัดแผลเล็ก (Minimally Invasive Spine Surgery: MIS) ที่ช่วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อและฟื้นตัวได้เร็วขึ้นในผู้ป่วยที่เหมาะสม
วิธีป้องกันและชะลอความเสื่อม
- ออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังอย่างสม่ำเสมอ
- ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- ปรับท่านั่งทำงานให้หลังตรง มีพนักพิงรองรับ
- ยกของหนักโดยงอเข่าใช้แรงขา ไม่ก้มยกด้วยหลัง
- ลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30–45 นาที หากต้องนั่งนาน
- งดสูบบุหรี่ และรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม โปรตีน และวิตามินดีอย่างเพียงพอ
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
- ควรเข้ารับการตรวจหากมีอาการต่อไปนี้
- ปวดหลังหรือปวดคอต่อเนื่องนานกว่า 2-4 สัปดาห์ หรือรบกวนการทำงาน/การนอน
- ปวดร้าวลงแขนหรือขา ร่วมกับอาการชา
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินลำบาก หรือทรงตัวผิดปกติ
ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที หากมีปัญหาในการควบคุมปัสสาวะหรืออุจจาระ เพราะอาจเป็นสัญญาณของการกดทับเส้นประสาทที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
ทั้งนี้กระดูกสันหลังเสื่อมเกิดจากการเปลี่ยนแปลงตามอายุร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอย่างน้ำหนักตัว ท่าทาง และพฤติกรรมการใช้หลังในชีวิตประจำวัน พบได้ทั้งในผู้สูงอายุและวัยทำงาน แม้จะเป็นภาวะที่ป้องกันไม่ได้ทั้งหมด แต่การดูแลสุขภาพหลังอย่างถูกวิธีและตรวจพบแต่เนิ่น ๆ จะช่วยชะลอความรุนแรงและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล เกษตร