เตือน! ระวัง “โรคไข้ดิน” ลุยน้ำ-สัมผัสดินเสี่ยงติดเชื้อรุนแรง อันตรายถึงชีวิต
เตือนระวังโรคไข้ดินจากเชื้อแบคทีเรียในดินและน้ำ ปี 2569 อีสานใต้ 4 จังหวัดป่วย 570 ราย เสียชีวิต 45 ราย แนะสวมบูท ปิดแผล และรีบพบแพทย์หากมีไข้สูง
ในช่วงหน้าฝน ดินและน้ำขังอาจซ่อนเชื้อแบคทีเรียร้ายแรงที่ชื่อว่า Burkholderia pseudomallei โรคนี้รู้จักกันในชื่อ “ไข้ดิน” หรือ “เมลิออยโดสิส” (Melioidosis) เป็นโรคติดเชื้อที่รุนแรง พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ของไทย เชื้อนี้พบมากในดินและน้ำ โดยเฉพาะหลังฝนตก การติดเชื้อเกิดขึ้นได้ 3 ทางหลัก
- ทางบาดแผล: สัมผัสดินหรือน้ำโดยมีแผล
- ทางหายใจ: สูดฝุ่นละอองจากดินที่มีเชื้อ
- ทางรับประทาน: ดื่มน้ำหรือกินอาหารที่ปนเปื้อน
ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับดินและน้ำ เช่น เกษตรกร และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไตเรื้อรัง มีความเสี่ยงสูง อาการที่ควรสังเกต ได้แก่
- ไข้สูงเฉียบพลัน
- ปวดเมื่อยตามตัว
- ไอ เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก
- ฝีหนองที่ผิวหนัง หรืออวัยวะภายใน
- ติดเชื้อในกระแสเลือด อาการรุนแรงและอาจเสียชีวิตเร็ว
สถานการณ์ล่าสุดในไทย ปี 2568 พบผู้ป่วยไข้ดินกว่า 2,000 ราย เสียชีวิต 92 ราย (ข้อมูล: กรมควบคุมโรค) กลุ่มเสี่ยงสูงสุดคือผู้ที่สัมผัสดินน้ำเป็นประจำ และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ขณะที่ปี 2569 เขตสุขภาพที่ 9 เผยปี 2569 อีสานตอนล่าง 4 จังหวัด ประกอบด้วยนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์ ว่า ข้อมูลจากกลุ่มระบาดวิทยาและตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 –22 ตุลาคม 2569 พบผู้ป่วย จำนวน 570 ราย และเสียชีวิตแล้ว 45 ราย
ป้องกันอย่างไร?
- สวมรองเท้าบูท ถุงมือยางเมื่อลุยดินน้ำ
- ดูแลแผลให้สะอาดและปิดพลาสเตอร์กันน้ำ
- ล้างมือ ล้างเท้าด้วยสบู่ทุกครั้งหลังสัมผัสดินน้ำ
- หากมีไข้สูงหรือฝีหนองหลังลุยน้ำ รีบพบแพทย์ แจ้งประวัติสัมผัสดินน้ำ
- ไม่ควรซื้อยาทานเอง เนื่องจากโรคนี้ต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะฉีดในโรงพยาบาลอย่างน้อย 2 สัปดาห์
โรคไข้ดินเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ หากเราระมัดระวังและดูแลสุขอนามัยอย่างเหมาะสม หากท่านมีอาการผิดปกติหลังสัมผัสดินหรือน้ำขัง หรือสงสัยว่าตัวเองอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล เกษตร