เปิดกลไกร่างกาย สาเหตุที่คนชอบกิน “ของหวาน” กินเท่าไร ก็ไม่เบื่อ
เปิดกลไกสำคัญของร่างกายมนุษย์ สาเหตุที่คนชอบกิน “ของหวาน” กินเท่าไร ก็ไม่เบื่อ จนเสี่ยงภาวะเสพติดหวานก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย
ส่วนใหญ่แล้วอาหารหรือเครื่องดื่มที่มักได้รับความนิยม ไม่ว่าจะเป็นชานมไข่มุก น้ำอัดลม ขนมเค้ก หรือแม้แต่ช็อกโกแลตก็ตาม ต่างก็เป็นอาหารที่มีรสชาติหวาน และหลายคนมักชอบทานรสหวานมากกว่ารสอื่น ๆ เพราะถูกปาก แถมเวลาเครียด ๆ ถ้าได้ทานเข้าไปยังรู้สึกดีอีกด้วย
โดย สถิติจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยข้อมูลว่า คนไทยกินน้ำตาลถึงวันละ 25 ช้อนชา ซึ่งมากกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) กำหนดไว้ คือ ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา
แสดงให้เห็นว่าคนไทยกินน้ำตาลมากกว่าถึง 4 เท่า ที่สำคัญยังพบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากถึง 300,000 คนต่อปี
แต่เมื่อทานของหวานมาก ๆ แล้ว บางคนก็เกิดอารมณ์หงุดหงิด หรืออยากทานของหวานอยู่ตลอด แม้ไม่ได้มีน้ำตาลต่ำ ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณของ “ภาวะเสพติดหวาน”
ทำไมคนถึงชอบกินหวาน
เพราะ “น้ำตาล” บงการสมอง เมื่อของหวานเข้าปาก น้ำตาลจะกระตุ้นต่อมรับรสหวานที่ลิ้น ก่อนส่งสัญญาณไปยังสมองและกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ (Brain reward system) ให้หลั่งสารโดพามีนไปทั่วสมอง ทำให้เรารู้สึกดี เคลิบเคลิ้ม และอยากกินอีก
โดยปกติเมื่อเรากินอาหารอร่อย ๆ ระดับโดพามีนจะพุ่งสูงขึ้น แต่ถ้ากินอาหารนั้นซ้ำๆ ระดับโดพามีนจะลดต่ำลงเรื่อยๆ จนรู้สึกเบื่อ เพราะธรรมชาติของสมองมีแนวโน้มสนใจอาหารรสชาติใหม่ ๆ แต่สำหรับอาหารหวานจะไม่เหมือนกัน กินเท่าไร ก็ไม่เบื่อ
การกินอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงต่อเนื่องกัน ทำให้การตอบสนองของโดพามีนไม่ลดลง สมองจึงเหมือนได้รับรางวัลเรื่อยๆ ไม่มีเบื่อ ทำให้เกิดพฤติกรรมเสพติด เป็นสาเหตุให้บางคนติดของหวาน อยากกินเรื่อยๆ ไม่มีหยุด ไม่ต่างจากการเสพติดเหล้าหรือบุหรี่
เช็ก 3 สัญญาณเตือนติดหวาน
สำหรับวิธีตรวจว่าเราติดหวานหรือยัง สามารถตรวจเช็กได้ดังนี้
- หลังมื้ออาหารจะต้องมีของหวาน
- หากไม่ได้กินของหวานจะรู้สึกโหย
- หงุดหงิดจนต้องหาของหวานมากิน
กินหวานเสี่ยงโรคมาก
การกินน้ำตาลปริมาณมากจนเกินไป อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ ดังนี้
- โรคอ้วน
- โรคเบาหวาน
- โรคหัวใจ
- ความดันโลหิตสูง
- โรคหลอดเลือดหัวใจ
- โรคตับ
- โรคฝันผุ
- โรคมะเร็ง
- แก่ก่อนวัย
- ฝันผุ
อย่าลดหวานหักดิบ เพราะจะล้มเหลวง่าย
คนที่ต้องการลดปริมาณน้ำตาล ไม่ควรลดแบบหักดิบ เพราะจะล้มเหลวง่าย แนะนำว่าให้ค่อย ๆ ลดลงจนร่างกายสามารถรับน้ำตาลได้น้อยที่สุด โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทาน เช่น คาร์โบไฮเดรต เปลี่ยนมาทานข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ผลไม้สดที่มีน้ำตาลต่ำ อาหารควรจะมีเส้นใยสูง เช่น ถั่ว ผัก และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
สำหรับคนที่ต้องการดื่มเครื่องดื่มเย็น แนะนำให้สั่งสูตรหวานน้อย คือใส่น้ำตาลไม่เกิน 2 ช้อนชา จะช่วยให้กลไกการหลั่งโดพามีนทำงานปกติ ลดความเสี่ยงการเสพติดความหวานได้
นอกจากนี้ควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ เพราะบางคนมีภาวะขาดน้ำก็จะเกิดอาการอยากกินของหวาน รวมถึงควรลดการซื้ออาหารมาตุนไว้เยอะ ๆ เพราะถ้าเก็บเอาไว้แล้วอาจรู้สึกเสียดายจนต้องกินต่อ และต้องอ่านฉลากให้เป็น พร้อมกับทำกิจกรรมที่เบี่ยงเบนความสนใจไม่ให้หมกมุ่นกับการกิน และหมั่นออกกำลังกาย
ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ภัยร้ายจากชานมไข่มุก "น้ำตาล - คาเฟอีน" ส่งผลต่อสุขภาพ
คนไทยติดหวาน เสี่ยง NCDs แนะลดน้ำตาล ดื่มน้ำเปล่าดีที่สุด