รู้จัก “แอสปาร์แตม” ที่ WHO เตรียมขึ้นบัญชีสารก่อมะเร็ง-สุขภาพพัง
รู้จัก “แอสปาร์แตม” สารทดแทนความหวานที่ WHO เตรียมขึ้นบัญชีก่อมะเร็ง ทดแทนความหวานของน้ำตาลทรายได้กี่เท่า พร้อมไขข้อสงสัยอันตรายอย่างไร
หลายเมนูอาหารหรือเครื่องดื่มแก้วโปรดของคนส่วนใหญ่ ต่างมีน้ำตาลที่มากเกินไป ซึ่งมีส่วนทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น และป่วยโรคอ้วน เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูงได้ ทำให้หลายคนหันไปบริโภคอาหารที่มีส่วนผสมของ “สารทดแทนความหวาน” หรือ “เครื่องดื่มสูตรไดเอท” แทน แต่ตั้งแต่เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา กลับเริ่มมีผลงานวิจัยออกมาว่า การบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มสูตรไร้น้ำตาล หรือน้ำตาลน้อยเหล่านี้
กลับส่งผลเสียมากกว่าที่คิด เพราะสารนี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองในคนเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่ไม่บริโภคสารทดแทนความหวานเลย
นอกจากนี้ ล่าสุดยังมีผลการวิจัยออกมาอีกว่า สารทดแทนความหวานชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า “แอสปาร์แตม” ซึ่งมักพบในน้ำอัดลม น้ำผลไม้ และหมากฝรั่งปราศจากน้ำตาล อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ด้วย
จนทำให้ทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เผยแพร่แนวทางแนะนำไม่ให้ผู้บริโภคใช้สารทดแทนความหวานเพื่อควบคุมน้ำหนัก และเตรียมขึ้นบัญชีสารนี้ให้กลายเป็นสารที่อาจก่อมะเร็งในมนุษย์ ในเดือนกรกฎาคมนี้
รู้จัก “สารทดแทนความหวาน”
"สารทดแทนความหวาน" หรือ "น้ำตาลเทียม" (Artificial Sweeteners) เป็นสารที่ผลิตขึ้นมาเพื่อเติมรสชาติหวานให้กับอาหารและเครื่องดื่มแทนน้ำตาลธรรมชาติ ซึ่งส่วนมากจะให้พลังงานหรือแคลอรี่ต่ำ หรือในบางครั้งก็อาจไม่มีแคลอรี่เลย ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำตาลเทียม โดยมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ดังนี้
- แอสปาร์แตม (Aspartame) ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายประมาณ 180-200 เท่า
- อะเซซัลเฟม-เค (Acesulfame-K) ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายประมาณ 7,000-13,000 เท่า
- นีโอแทม (Neotame) ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายประมาณ 600 เท่า
- แซคคาริน (Saccharin) หรือขัณฑสกร ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายประมาณ 200-700 เท่า
- สตีเวีย (Stevia) หรือสารสกัดจากหญ้าหวาน ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายประมาณ 280 – 300 เท่า
- ซูคราโลส (Sucralose) ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายประมาณ 600 เท่า
อย่างไรก็ตาม “แอสปาร์แตม” เป็นสารแทนความหวานที่มีรสชาติใกล้เคียงน้ำตาลทรายมากที่สุด จึงเป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน
อันตรายของน้ำตาลเทียม
การศึกษาสารทดแทนความหวาน ยังมีผลการวิจัยออกมาไม่มากนัก ซึ่งยังต้องการผลการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น แต่ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าน้ำตาลเทียมเหล่านี้อาจเชื่อมโยง 6 ปัญหาสุขภาพ ดังต่อไปนี้
1.)เพิ่มความอยากอาหาร
งานวิจัยบางชิ้น แสดงให้เห็นว่าสารทดแทนความหวาน สามารถกระตุ้นสมองให้เกิดความอยากอาหารได้ โดยเฉพาะการบริโภคแอสปาร์แตม มีหลักฐานชี้ชัดว่าการกินเป็นประจำทำให้หิวและอยากกินของหวานเพิ่มขึ้น
2.)เพิ่มน้ำหนักตัว
คนอาจคิดว่าสารทดแทนความหวานสามารถช่วยควบคุมน้ำหนักได้ เพราะไม่มีแคลอรี เนื่องจากใช้ปริมาณเพียงนิดเดียว ก็สามารถให้ความหวานได้เหมือนกินน้ำตาลทรายหลายช้อนโต๊ะ แต่กลับมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พบว่าการดื่มเครื่องดื่มสูตรไดเอทในระยะยาวกลับเพิ่มไขมันในร่างกายในผู้สูงอายุและเพิ่มค่าดัชนีมวลกายที่สูงขึ้นในเด็ก
3.)เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะอ้วนลงพุง (metabolic syndrome)
การวิจัยได้ค้นพบความเชื่อมโยงของการบริโภคสารทดแทนความหวานกับการพัฒนาของภาวะอ้วนลงพุง หรือ “metabolic syndrome” ที่เพิ่มความเสี่ยงหลายอย่างต่อปัญหาสุขภาพที่สำคัญๆ ได้แก่
- ไขมันรอบเอว
- ระดับไตรกลีเซอไรด์สูง
- คอเลสเตอรอล HDL ต่ำ
- ความดันโลหิตสูง
- น้ำตาลในเลือดสูง
4.)ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี
แม้ว่าสารทดแทนความหวานจะไม่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด แต่ก็มีหลักฐานบางอย่างที่แสดงให้เห็นว่าอาจเพิ่มระดับอินซูลินในเลือด เนื่องจากรสหวาน ทำให้ตับอ่อนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นน้ำตาลได้ ส่งผลให้การใช้สารทดแทนความหวานในระยะยาวมีผลต่อภาวะการดื้อต่ออินซูลินในร่างกาย
ดังนั้นแม้ว่าสารทดแทนความหวานจะไม่เพิ่มน้ำตาลในเลือดโดยตรง แต่ส่งผลกระทบต่อระดับการควบคุมน้ำตาลในเลือดของร่างกาย
5.)ไมโครไบโอมในลำไส้เปลี่ยนแปลง
แบคทีเรียในลำไส้ทำปฏิกิริยากับสารทดแทนความหวานต่างไปจากน้ำตาลจริง ซึ่งค้นพบว่าสารสังเคราะห์เหล่านั้นจะเข้าไปเปลี่ยนไมโครไบโอมในลำไส้ และลดทอนความสมดุลของแบคทีเรียที่ดีออกไป จึงเป็นอันตรายต่อลำไส้ และอาจนำไปสู่
- ท้องอืด
- การทำให้สิ่งกีดขวางรอบลำไส้บางลง
- ไมเกรน
- สภาวะภูมิต้านตนเอง
- อารมณ์เปลี่ยนแปลง
- ความหงุดหงิด
- ความวิตกกังวล
6.)เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ
การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ที่จัดทำโดยสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) รายงานว่า การบริโภคเครื่องดื่มผสมสารทดแทนความหวานบ่อยๆ เพิ่มอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและเหตุการณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ
งานวิจัยใหม่เผย “น้ำตาลเทียม” ปัจจัยเสี่ยงก่อโรคหัวใจ-หลอดเลือดสมอง
ผลการวิจัยล่าสุด ตรงข้ามกับการศึกษาเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา
ผลการวิจัยทั้งหมดข้างต้นนี้ ถือเป็นผลการศึกษาที่ตรงกันข้ามผลการวิจัยเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง ที่พบว่าสารแทนความหวานอิริทรินอล (Erythritol) นั้นปลอดภัย จนมีกฎหมายอนุญาตให้ใช้ได้ทั่วโลกในอาหารและเครื่องดื่ม
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ปราศจากน้ำตาลที่มีอิริทริทอล แนะนำให้กลุ่มผู้ที่เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือกลุ่มอ้วนลงพุง กินได้เพื่อแนวทางในการควบคุมน้ำตาลและปริมาณแคลอรี่เท่านั้น
นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของ “สารทดแทนความหวาน” และถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องยอมรับอันตรายของสารสังเคราะห์เหล่านี้!
สารแทนความหวานไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จำเป็นในการบริโภคอาหารและไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนั้นหากเรายังมีสุขภาพที่ดี ไม่ได้ป่วยเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวานอยู่แล้ว เราควรลด หลีกเลี่ยง และควบคุมปริมาณน้ำตาลหรือความหวานของตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ และ สำนักข่าวรอยเตอร์
คนไทยติดหวาน เสี่ยง NCDs แนะลดน้ำตาล ดื่มน้ำเปล่าดีที่สุด
เตือนเทรนด์ “อิ๊วโซดา” เสี่ยงน้ำตาล-โซเดียมสูงเกินลิมิตสุขภาพพัง