วิตามินซี อาจมีฤทธิ์ช่วยลดกรดยูริกในเลือดป้องกันโรคเกาต์ได้!
เกาต์ เป็นโรคที่ไม่สามารถหายเองได้แต่สามารถรักษาและบรรเทาอาการไม่ให้กำเริบได้ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตโดยตรง อีกทั้งยังมีงานวิจัยระบุว่า วิตามินซีสามารถลดกรดยูริกได้!
สมาคมกลุ่มรักษาโรคข้อกระดูกในยุโรป (European League Against Rheumatism: EULAR) ระบุว่าสิ่งสำคัญควบคู่กับการรักษาโดยการใช้ยาคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น เพิ่มการออกกำลังกายที่เหมาะสมเป็นประจำ ลดน้ำหนัก หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื้อแดงและอาหารทะเล โดยเน้นรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูงและไขมันต่ำ โดยเฉพาะพบว่าการดื่มกาแฟ น้ำเชอรี่ นมขาดไขมันและโยเกิร์ตไขมันต่ำ และกรดไขมันชนิดโอเมก้า 3 ที่มีรายงานว่าช่วยลดระดับกรดยูริกในเลือดได้
ความลับของ “วิตามินซี” กินวันละเท่าไหร่มีผลดีต่อร่างกายมากที่สุด?
วิตามินซีเป็นประจำช่วยลดกรดยูริกได้จริงหรือไม่ ?
ผลการวิจัยคาดว่าวิตามินซีมีผลในการลดระดับกรดยูริกในเลือดจาก 2 กลไกหลักที่เกี่ยวข้อง
- ออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมเกลือยูเรตกลับเข้าสู่ร่างกายโดยการยับยั้งที่ตัวขนส่งโปรตีน ในท่อไตชนิด URAT1 จึงมีผลเร่งการขับกรดยูริกออกทางไต จึงมีผลทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดลดลง
- มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและผลการวิจัยพบว่าการขาดวิตามินซีอาจมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงการเกิดภาวะอักเสบของโรคข้อกระดูกหลายข้อ (inflammatory polyarthritis) โดยไม่ทราบกลไกที่แน่ชัด
ฤทธิ์ลดระดับกรดยูริกของวิตามินซีนี้ได้รับการสนับสนุนจากหลายการวิจัย ซึ่งพบความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานวิตามินซีขนาด 500 มิลลิกรัม/วัน กับลดความเสี่ยงการเกิดโรคเกาต์ เช่น Huang และคณะ ทำการศึกษาแบบสุ่มและปกปิดสองด้าน เปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่มที่ได้รับวิตามินซีกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอก ในผู้ป่วยจำนวน 184 คน พบว่าผู้ป่วยโรคเกาต์ที่รับประทานวิตามินซีขนาด 500 มิลลิกรัม/วัน ติดต่อกันนาน 2 เดือนมีผลทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดลดลงประมาณ 0.5 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขณะที่กลุ่มที่ได้ยาหลอกมีค่าลดลง 0.09 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
“เกาต์เทียม” อาการแตกต่างกับโรคเกาต์อย่างไร? ใครบ้างต้องระวัง
อาหารที่ผู้ป่วยเกาต์กินได้แต่พอดี-ควรเลี่ยง ป้องกันปวดข้อกำเริบ
อาหารที่ผู้ป่วยเกาต์กินได้แต่พอดี-ควรเลี่ยง ป้องกันปวดข้อกำเริบ
นอกจากนั้นการศึกษาของ Choi และคณะประเมินความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่รับประทานวิตามินซีกับอุบัติการณ์การเกิดโรคเกาต์ โดยใช้หลักเกณฑ์ประเมินโรคเกาต์จากแบบสอบถาม พบว่าเพศชายที่รับประทานวิตามินซีขนาด 1,000-1,500 มิลลิกรัม/วัน มีความเสี่ยงการเกิดโรคเกาต์ลดลงร้อยละ 45 เมื่อเปรียบเทียบกับผู้รับประทานวิตามินซีขนาดต่ำกว่า 250 มิลลิกรัม/วัน ที่พบความเสี่ยงการเกิดโรคเกาต์ลดลงร้อยละ 17 นอกจากนั้นจากผลการศึกษาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ (meta-analysis) โดยการสรุปวิเคราะห์ผลจากงานวิจัยแบบสุ่มจำนวน 13 เรื่อง พบว่าการรับประทานวิตามินซีขนาด 500 มิลลิกรัม/วันนาน 30 วัน ให้ระดับกรดยูริกในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ประมาณ 0.35 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
อย่างไรก็ตามมีงานวิจัยที่พบผลที่ขัดแย้งกันโดยไม่พบความสัมพันธ์ของการรับประทานวิตามินซีและฤทธิ์ลดกรดยูริกในเลือดเช่นกัน
สรุปแม้ข้อมูลการวิจัยเกี่ยวกับการรับประทานวิตามินซีกับการลดกรดยูริกยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด อย่างไรก็ตามปริมาณที่แนะนำให้รับประทานวิตามินซีต่อวัน ในผู้ใหญ่เพียงขนาด 75-90 มิลลิกรัม เท่านั้น โดยและพบว่าการรับประทานวิตามินซีในสูงมากกว่า 1,000 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งอาจเพิ่มความเป็นกรดในปัสสาวะ และอาจส่งผลลดความความสามารถในการละลายของกรดยูริก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลึกออกซาเลทที่อาจจับกับแคลเซียมในปัสสาวะซึ่งอาจก่อให้เกิดการตกตะกอนในท่อไตได้ จึงควรหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยที่มีประวัติการเกิดก้อนนิ่วในท่อไต ดังนั้นหากจะรับประทานวิตามินซีเพื่อลดระดับกรดยูริกในเลือดควรรับประทานในขนาดต่ำ ซึ่งจากการศึกษาคือ 500 มิลลิกรัม/วัน และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง
การรับประทานอาหารในผู้ป่วยโรคเกาต์
- หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ เนื่องจากจะเพิ่มกรดยูริกในเลือด
- หลีกเลี่ยงการรับประทานเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ที่จะเพิ่มระดับกรดยูริกได้มากรวมถึงวิสกี้ และไวน์
- หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีฟรุกโตสเป็นส่วนประกอบ เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ที่ผสมฟรุกโตส และนมที่มีไขมันสูง ซึ่งเครื่องดื่มเหล่านี้จะเพิ่มระดับกรดยูริก
- อาหารและเครื่องดื่มที่ช่วยลดระดับกรดยูริก เช่น นมที่มีไขมันต่ำ โยเกิร์ตไขมันต่ำ วิตามินซี และเชอร์รี
นอกจากการดูแลตนเองร่วมกับการรับประทานอาหารชนิดต่าง ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์แล้ว ผู้ป่วยโรคเกาต์ที่อ้วนหรือมีน้ำหนักตัวเกิน ควรให้ความสำคัญกับการลดน้ำหนัก ที่จะช่วยลดระดับกรดยูริกและลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคร่วมอื่น ๆ ได้ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง
ขอบคุณข้อมูลจาก : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ภาพจาก :Shutterstock