ประโยชน์“บลูเบอร์รี”ผลไม้ยอดนิยม ราชาแห่งเบอร์รี สารต้านอนุมูลอิสระสูง
บลูเบอร์รี “ราชาแห่งเบอร์รี” ผลไม้ต้านอนุมูลอิสระสูง มีแอนโธไซยานินช่วยลดความดัน ป้องกันโรคหัวใจ เบาหวาน บำรุงสายตา
บลูเบอร์รี (Blueberry) อยู่ในวงค์ Ericaceae สกุล Vaccinium ผลไม้หนึ่งในตระกูลเบอร์รี สีน้ำเงินอมม่วง มีประมาณ 450 ชนิดทั่วโลก มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ระบบรากลึกประมาณ 20 เซนติเมตร ปัจจุบันมีการพัฒนาพันธุ์ที่ไม่ต้องการความหนาวเย็นมากคือ 0-250 ชั่วโมง ทนทานต่อความแห้งแล้ง ปรับตัวให้เข้ากับสภาวะอุณหภูมิและความชื้นสูง ด้วยรสชาติหวานอมเปรี้ยวทานง่าย ลูกเล็กน่ารัก สีสวย
จึงนิยมมากที่จะนำมาทำขนมหลากหลายและเป็นที่นิยมสูง ไม่ว่าจะเป็น แยมบลูเบอร์รี บลูเบอร์รีชีสพาย น้ำบลูเบอร์รี และไส้ขนมต่างๆ รวมทั้งการนิยมทานแบบสด
ประโยชน์ของบลูเบอร์รี
บลูเบอร์รีมีคุณค่าทางโภชนาการที่สูงและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าสตรอว์เบอร์รี และราสเบอร์รี ถึง 3 เท่า นอกจากนี้ยังมีโพลีฟีนอลและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจำนวนมากที่ช่วยลดความดันโลหิต ป้องกันโรคระบบประสาทเสื่อม หลอดเหลือดหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง จึงถูกยกให้เป็นราชาแห่งเบอร์รี
นอกจากนี้ บลูเบอร์รี ยังมีสารฟลาโวนอยด์ชนิดหนึ่งหรือที่เรียกว่า แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารที่ประกอบจากพีชที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ และมีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านอื่น ๆ ด้วย จากการวิจัยพบว่า การรับประทานบลูเบอร์รี่จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ นอกจากนี้ บลูเบอร์รียังมีประโยชน์ด้านอื่น ๆ เช่น บำรุงสุขภาพผิว บำรุงสายตา บำรุงกระดูกให้แข็งแรง ลดความดันโลหิต และป้องกันการเกิดโรคหัวใจ เป็นต้น
ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
ผู้ป่วยที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานบลูเบอร์รี เนื่องจากมีวิตามิน K อยู่สูง อาจมีฤทธิ์ทำให้เลือดแข็งตัว และอาจทำให้เกิดการต้านฤทธิ์กัน ทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง นอกจากนี้ผู้ป่วยโรค G6PD ก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเช่นกัน เนื่องจากอาจทำให้เม็ดเลือดแดงแตกได้ง่ายขึ้น และอาจทำให้อาการแย่ลง
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเปาโล รังสิต,HRDI,distha