กะหล่ำปลีสีเขียว กับ สีม่วง ประโยชน์แตกต่างกันอย่างไร?
กะหล่ำปลีสีเขียวช่วยล้างลำไส้ บำรุงกระดูก ขณะที่กะหล่ำสีม่วงเด่นเรื่องบำรุงสายตา ลดเสี่ยงมะเร็ง กินได้ทั้งสองแบบแต่ไม่ควรดิบมาก ล้างให้สะอาด และควรสลับกับผักอื่นบ้าง
กะหล่ำปลี (Cabbage) ผักยอดฮิต กรุบกรอบ ทานง่ายทำอาหารได้หลากหลายอีกทั้งยังมีสรรพคุณที่มีประโยชน์มาก ส่วนที่นำมากินจะเป็นใบอ่อนที่ห่ออัดกันแน่นเป็นทรงกลม โดยมีทั้งสีเขียวและสีม่วง ที่ล้วนแต่มีประโยชน์เหมือนกัน แต่สรรพคุณบางอย่างแตกต่างกัน
กะหล่ำปลีสีเขียว VS กะหล่ำปลีสีม่วง
กะหล่ำปลีสีเขียว
อุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่ และกลูโคไซโนแลต ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นเอนไซม์ที่จะช่วยขับพิษออกจากร่างกาย และผักชนิดนี้ก็จะช่วย "ล้าง" ลำไส้ใหญ่จึงช่วยบรรเทาอาการท้องผูก อุดมไปด้วยแคลเซียม บำรุงกระดูก
กะหล่ำปลีสีม่วง
ช่วยให้ดวงตาของคุณสู้แสงได้มากขึ้น ไซยานิดินจะช่วยเสริมสร้างโรดอปซินหรือสารสีในจอประสาทตา ซึ่งจะถูกทำลายเมื่อมีแสงกระทบดวงตาอย่างกะทันหัน นอกจากนี้กะหล่ำปลีม่วงยังมีใยอาหารสูง อุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต โซเดียม และวิตามินซี และการกินกะหล่ำปลีม่วงยังช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และโรคมะเร็งในช่องท้องได้ ซึ่งต้องรับประทานอย่างสม่ำเสมอด้วย
ทั้งนี้ถึงแม้จะมีประโยชน์ทั้งสองสี แต่ไม่ควรกินกะหล่ำปลีดิบมากเกินไป เพราะถ้ามีสาร Goitrogen จากกะหล่ำปลีสะสมในร่างกายมากเกินไป อาจส่งผลให้ต่อมไทรอยด์ได้ และกะหล่ำปลียังติดอับดับ 1 ใน 5 ผักที่มีสารปนเปื้อนมากที่สุด อีกด้วย ฉะนั้นควรกินแต่พอดี ล้างให้สะอาด และรับประทานอาหารหลากหลายสลับกับผักผลไม้ชนิดอื่นบ้าง เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบ 5 หมู่
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ