รู้ชัด! วัคซีนบูสเตอร์โดส ทางออกสำคัญในการกระตุ้นภูมิป้องกันโควิด-19
ไขข้อสงสัยทำไมวัคซีนบูสเตอร์โดส ถึงเป็นทางออกสำคัญในการกระตุ้นภูมิป้องกันโควิด-19
แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยจะมีแนวโน้มดีขึ้น ประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ จนคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติพิจารณาเห็นชอบให้ยกเลิกท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตรายเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกอยู่ในแนวโน้มลดลง รวมถึงรัฐมีการผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 และเตรียมความพร้อมเข้าสู่โรคประจำถิ่น (Endemic) แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวนไม่น้อยและยังมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 หลายสิบคนทุกวัน
ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุด ที่เราทุกคนควรทำ คือ การปกป้องตัวเองและคนรอบตัว โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เนื่องจากวัคซีนจะมีผลช่วยป้องกันทั้งการติดเชื้อและที่สำคัญช่วยลดความรุนแรงของโรค เพื่อไม่ให้เข้าสู่ระดับการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหรือการเสียชีวิตจากโควิด-19 ซึ่ง บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดเผยข้อมูล และมาตอบข้อสงสัยว่าทำไมวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือบูสเตอร์โดส ถึงมีความสำคัญ ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันป้องกันโควิด-19 มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้
อนามัยโพลเผย คนไทย 93.3% อยากให้สวมหน้ากากอนามัยต่อไป
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิด Walk in ตรวจโควิด - 19 แบบ RT-PCR
ไวรัสกลายพันธุ์ ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
ปัจจุบันเชื้อไวรัสโควิด-19 มีการกลายพันธุ์ในส่วนของโปรตีนหนาม ส่งผลให้ไวรัสเหล่านี้สามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันและจับกับเซลล์ของมนุษย์ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเชื้อไวรัสโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2 ที่กำลังระบาดอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ยังไม่นับรวมสายพันธุ์ BA.3, BA.4 และ BA.5 ที่กำลังระบาดในต่างประเทศขณะนี้ ที่อาจส่งผลให้ภูมิคุ้มกันต่อการป้องกันเชื้อกลายพันธุ์หลังจากการรับวัคซีน 2 เข็มแรกลดลง
ดังนั้นถึงแม้ว่าจะได้รับวัคซีน 2 เข็มแรกแล้ว ก็มีความจำเป็นต้องเข้ารับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 เพื่อเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป เพราะหากไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น รวมถึงมีโรคประจำตัวก็อาจจะมีความเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื้อและมีอาการรุนแรงจากโควิด-19 ได้
แม้ว่าจะมีผลการวิจัยออกมาให้เห็นแล้วว่าการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 จะช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยรุนแรงจากโควิด-19 ที่มีแนวโน้มต้องรับการรักษาตัวในโรงพยาบาล รวมถึงการเสียชีวิตได้ และมีการรณรงค์จากทั้งภาครัฐและเอกชนให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนเข็มกระตุ้น
แต่รายงานสรุปผลการฉีดวัคซีนโควิด-19 จากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าจำนวนการได้รับวัคซีนสะสมรวม 138,697,935 โดสแบ่งเป็น จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 คิดเป็น 81.7% ของประชากร จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 คิดเป็น 76.1% ของประชากร ส่วนผู้ได้รับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 คิดเป็น 41.6% ของจำนวนประชาชนทั้งหมดในประเทศไทย หมายความว่ายังมีประชากรไทยอีกเกือบ 60% ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3
เลือกวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 อย่างไร?
การเลือกวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 สามารถพิจารณาตามคำแนะนำการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข โดยการฉีดเข็มกระตุ้นนั้น มีข้อมูลการศึกษาที่บ่งบอกถึงประสิทธิผล (Vaccine Effectiveness) ที่ดีใกล้เคียงกันในทุกสูตร โดยประสิทธิผลของวัคซีน จะเป็นการดูผลการป้องกันของวัคซีนในชีวิตจริงที่มีการใช้มาอย่างมากมายในประชากรวงกว้าง ทั้งในการป้องกันการติดเชื้อ ลดโอกาสในการเกิดโรครุนแรง รวมถึงการเสียชีวิตจากโควิด-19
จุดสิ้นสุดของโควิด-19
จุดสิ้นสุดในทีนี้ไม่ได้หมายความว่า โควิด-19 จะหายไป ทว่าอาจจะกลายเป็น "โรคประจำถิ่น" (Endemic) แทน ที่ยังคงมีการระบาดในพื้นที่ต่าง ๆ แต่สามารถควบคุมไม่ให้แพร่เป็นวงกว้างได้ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนทุกคน อาทิ การสวมใส่หน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อลดความรุนแรงของการติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 มาแล้ว รวมถึงประชาชนทั่วไปก็ควรได้รับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 และเข็มที่ 4 ตามลำดับ เพื่อจำกัดการระบาดในวงกว้าง
ทั้งนี้ จากการศึกษาประสิทธิผลของวัคซีนจากการใช้ในชีวิตจริงทั่วโลก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดไวรัลเวคเตอร์ และวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิด mRNA อาทิ โมเดอร์นา หรือ ไฟเซอร์ เป็นต้น สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อ ลดการเจ็บป่วยหนักในระดับที่ต้องเข้าโรงพยาบาลและการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ได้สูงไม่แตกต่างกัน
อีกทั้งตอนนี้ สหภาพยุโรปก็ให้การอนุมัติออกมาแล้วว่า สามารถใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าเป็นวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 ได้ หลังจากที่ได้รับวัคซีน 2 เข็มแรกเป็นแอสตร้าเซนเนก้า หรือวัคซีน mRNA
สธ.อัปเดต! สูตรการฉีดวัคซีนโควิดเข็มกระตุ้น ให้ฉีดทุก 4 เดือน
เช็กที่นี่! มติศบค. ปรับพื้นที่สีเขียว- ถอดหน้ากากอนามัย ดีเดย์ 1 ก.ค. นี้