เปิดสถิติจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ในไทย หลังรัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการ
เผยสถิติจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในไทย ย้อนหลัง 7 เดือน และมาตรการควบคุมโรคในแต่ละเดือนที่มีการผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง
ภายหลังจากรัฐบาลได้มีการปรับมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2564 เรื่อยมา เพื่อเร่งฟื้นฟูภาคธุรกิจและท่องเที่ยวให้กลับมาดำเนินได้ตามปกติ ควบคู่ไปกับการควบคุมโรคระบาดเพื่อสุขภาพของประชาชน โดยภาครัฐทยอยผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ตั้งแต่มาตรการเปิดประเทศ เปิดสถานบันเทิง ถอดหน้ากากอนามัยในพื้นที่โล่งแจ้ง มาจนถึงปรับให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นนั้น
อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทีมข่าว News Content PPTV จึงได้รวบรวมสถิติผู้ติดเชื้อตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 จนถึงเดือนมิถุนายน 2565 และมาตรการต่างที่มีการประกาศปรับใช้ในแต่ละเดือน ดังนี้
มาตรการรับมือโควิด-19
เดือนธันวาคม
- กรุงเทพมหานคร ประกาศตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. มาตรการคลายล็อกดาวน์ เพื่อผ่อนคลายสถานการณ์รองรับการเปิดประเทศ
- ผ่อนคลายพื้นที่กทม. สามารถเปิดให้บริการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มในร้านได้ตามเวลาปกติ อนุญาตให้มีการบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในร้านได้เฉพาะร้านที่ผ่านการตรวจประเมินตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ได้ไม่เกินเวลา 23.00 น.
- ยกเลิกพื้นที่สีแดง หรือ พื้นที่ควบคุมสูงสุด จาก 23 จังหวัด เหลือ 0 จังหวัด
- ศบค.ได้มีการปรับมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 สำหรับการเดินทางเข้าราชอาณาจักรทางอากาศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ธ.ค.2564 เป็นต้นไป สำหรับผู้เดินทางทั้งชาวไทยและต่างชาติจาก 63 ประเทศที่กำหนดภายใต้รูปแบบ Test & Go หรือ “ไม่ต้องกักตัว” เมื่อเดินทางมาถึงไทย ไม่ต้องใช้หลักฐานการจ่ายค่าที่พัก และให้เปลี่ยนวิธีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ครั้งแรก จากเดิมใช้วิธี RT-PCR มาเป็นการตรวจด้วย ATK โดยสถานพยาบาลที่กำหนด ผลเป็นลบเดินทางต่อได้
- ผู้เดินทางที่เดินทางมาด้วยรูปแบบแซนด์บ็อกซ์ หรือพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว จะปรับให้พำนักในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์เป็นเวลา 5 วัน มีหลักฐานการจ่ายค่าที่พัก SHA+ ในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์จำนวน 5 วัน โดยจะมีการตรวจหาเชื้อ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ตรวจด้วยวิธี RT-PCR และครั้งที่ 2 ตรวจ ATK ด้วยตัวเองเมื่อมีอาการหรือในวันที่ 4-5
- ศบค. มีมติให้ระงับการลงทะเบียนขอเข้าประเทศไทยระหว่างวันที่ 21 ธ.ค. 2564 - 31 ม.ค. 2565 ทั้งในรูปแบบแซนด์บ็อกซ์ (sandbox) และ เทสต์แอนด์โก เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน
เดือนมกราคม
- พื้นที่ควบคุมสามารถบริโภคในร้านอาหารได้และเปิดได้ตามปกติ แต่ห้ามการบริโภคสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้าน
- พื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว 8 จังหวัด บริโภคสุราในร้านอาหารไม่เกิน 21.00 น. และ ต้องเป็นร้านอาหารที่ผ่าน SHA+ หรือ Thai Stop COVID 2 Plus เท่านั้น
- ปรับมาตรการการกักตัวสำหรับผู้สัมผัสเสี่ยงสูง โดยให้กักกันตัวที่บ้าน 7 วัน จากเดิม 10 วัน แล้วให้ตรวจด้วย ATK ครั้งที่ 1 ในวันที่ 5-6 และตรวจซ้ำครั้งที่ 2 ในวันที่ 10
เดือนกุมภาพันธ์
- เปิดให้ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศทุกประเทศลงทะเบียนใหม่ด้วยระบบเทสต์แอนด์โก (Test and Go) อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. โดยจะต้องมีหลักฐานการจองโรงแรมและชำระเงินเพื่อพำนักที่โรงแรมในวันแรกและวันที่ 5 เพื่อตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR จำนวน 2 ครั้ง และจะมีระบบติดตามตัวจากการเช็กอินไปยังโรงแรมเหล่านั้นด้วย
- มาตรการเปิดเรียนแบบ On-Site โรงเรียนประจำและไปกลับ กรณีการจัดสอบ หากผู้เข้าสอบติดเชื้อไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อยหรือสัมผัสเสี่ยงสูงให้เข้าสอบได้ แต่ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา
เดือนมีนาคม
- ปรับมาตรการป้องกันโรคสำหรับผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักรประเภท Test and Go ให้ยกเลิกการตรวจโควิด-19 แบบ RT-PCR ครั้งที่ 2 คือวันที่ 5 เมื่อเดินทางถึงไทยโดยเปลี่ยนเป็นการตรวจแบบ ATK แทน
- ศบค.ขอความร่วมมือประชาชนว่าหากเป็นผู้ป่วยสีเขียว ไม่มีอาการรุนแรง ให้เข้าสู่ระบบ 1330 ปกติ เพื่อสงวนเตียงสีเหลือง สีแดง
เดือนเมษายน
- คงมาตรการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ในร้านอาหาร สำหรับพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว และพื้นที่เฝ้าระวังสูง คงมาตรการจำกัดเวลาในการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ไม่เกิน 23.00 น.
- ปรับมาตรการป้องกันโรคสำหรับการเดินทางเข้าราชอาณาจักรสำหรับผู้เดินทาง Test & Go ยกเลิกการตรวจ RT-PCR ก่อนเดินทาง ทุกกลุ่ม
- สงกรานต์
- เล่นน้ำได้ภายในบ้าน หรือครอบครัวได้
- ตรวจ ATK ก่อนร่วมงานภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง และก่อนเดินทางกลับภูมิลำเนา
- กิจกรรมประเพณี การละเล่นท้องถิ่น ขบวนแห่ การแสดงดนตรี และการเล่นน้ำเทศกาลสงกรานต์ของแต่ละพื้นที่ จะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนั้นก่อน ถึงจะสามารถจัดได้
- งดสาดน้ำ ประแป้ง ปาร์ตี้โฟม และไม่จำหน่ายแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะ พื้นที่จัดงานและท้องถนน
- ลดวันกักตัวผู้สัมผัสเสี่ยงสูงกักตัว 5 วัน + สังเกตอาการ 5 วัน ตรวจ ATK วันที่ 5 หลังสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยครั้งสุดท้าย
เดือนพฤษภาคม
- ยกเลิกระบบ Test and Go แต่ยังคงต้องลงทะเบียนผ่าน Thailand Pass โดยผู้ที่ฉีดวัคซีนครบตามเกณฑ์ ไม่ต้องตรวจ RT-PCR เมื่อเดินทางมาถึง (แนะตรวจ ATK ระหว่างพำนักในไทย) ส่วนผู้ไม่ได้รับวัคซีน/รับวัคซีนไม่ครบ ให้ยื่นผลตรวจ RT-PCR ไม่เกิน 72 ชม. ก่อนเดินทางถึงประเทศไทย หรือกักตัวตามระบบ AQ โดยตรวจ RT-PCR วันที่ 4 - 5
- ปรับลดพื้นที่ควบคุมพื้น หรือ สีส้ม ให้เป็น 0 จังหวัด ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังสูง หรือ สีเหลือง เพิ่มจาก 47 เป็น 65 จังหวัด
- พื้นที่เฝ้าระวังสูงและพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว ดื่มสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านได้ไม่เกิน 24.00 น.
เดือนมิถุนายน
- เปิดสถานบริการ สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ
- เลิกกักตัวกลุ่มเสี่ยงสูง เปลี่ยนเป็นให้สังเกตอาการตัวเองทั้ง 10 วัน ไม่ต้องกักตัว และให้ตรวจ ATK เมื่อมีอาการป่วยระบบทางเดินหายใจ
- ยกเลิกพื้นที่ควบคุม เหลือ พื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) 46 จังหวัด, พื้นที่เฝ้าระวัง (สีเขียว) 14 จังหวัด และพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว (สีฟ้า) 17 จังหวัด
- ผ่อนคลายเปิดสถานบริการ และสถานบันเทิง อาบอบนวด (บางพื้นที่)
- เปิดให้บริการเฉพาะในพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยว (พื้นที่สีฟ้า) และพื้นที่เฝ้าระวัง (พื้นที่สีเขียว) เริ่มวันที่ 1 มิ.ย. 2565
- จำกัดเวลาในการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และให้บริการไม่เกิน 24.00 น.
- ห้ามบุคคลที่ยังไม่รับวัคซีน/ได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์เข้าใช้บริการ
- แนะนำให้ประชากรกลุ่มผู้ป่วย หรือกลุ่มเสี่ยง 608 หลีกเลี่ยงการเข้ารับบริการ
- การเปิดให้บริการต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม. แล้วแต่กรณี
- ถอดหน้ากากได้ สวมใส่ตามความสมัครใจ แนะนำไใม่ควรถอดในพื้นที่แออัด หรือสถานที่ปิด
ทั้งนี้ แม้รัฐบาลได้มีการผ่อนคลายมาตรการ เช่น การถอดหน้ากากในพื้นที่สาธารณะด้วยความสมัครใจ แต่ก็ยังมีประชาชนหลายคน ยังเลือกที่จะใส่หน้ากากอนามัยเหมือนก่อน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งในขณะนี้ประเทศกำลังอยู่ในช่วงของการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 ที่แพทย์ออกมาระบุว่า สามารถแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ในช่วงรอบสัปดาห์นี้ กระทรวงสาธารณสุข สั่งเตรียมเตียงและยาให้มีความพร้อม หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม จะเป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศไทยซึ่งเตรียมความพร้อมประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ทั้งหมดนี้จึงต้องติดตามในการประชุม ศบค.ชุดใหญ่อีกครั้ง ในวันที่ 8 ก.ค.65 ที่ทำเนียบรัฐบาล