รพ.เด็กรับเด็ก 28วันติดโควิด-19 เข้ารักษาแล้ว
ก็ยังคงเป็นเรื่องราวที่เราได้ยินต่อเนื่องในช่วงนี้ ซึ่งเป็นสถานการณ์โควิดขาขึ้น ในเรื่องในการหาเตียงรักษาที่ค่อนข้างยาก และยากมากขึ้นในส่วนของกลุ่มเด็กเล็ก ทำให้คืนที่ผ่านมา กลุ่มสายไหมต้องรอด ได้เข้าไปช่วยเหลือคุณพ่อคนหนึ่ง ที่ลูกน้อยวัย 28 วันติดโควิด แต่ติดต่อที่ไหน ก็ไม่มีใครรับไปรักษา ล่าสุด เช้าวันนี้ ทางโรงพยาบาลเด็กได้ส่งรถไปรับตัวน้องมารักษาแล้ว
ภาพทารกวัย 28 วัน ที่ติดโควิด อยู่ในการดูแลของแม่ ซึ่งผู้เป็นพ่อ เมื่อพบว่าเด็กน้อยคนนี้ติดโควิด ได้ติดต่อไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ตลอดทั้งวัน ไม่มีที่ไหนรับ แจ้งว่าเตียงเต็ม ติดต่อไปที่สายด่วน 1669 จนท.ก็แจ้งว่าให้ติดต่อ 1330 พอ โทร. 1330 จนท.ก็บอกให้รอเตียง อีกเช่นเดิม มาถึงตอนค่ำ ติดต่อโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง บอกว่า เด็กต้องมีอาการวิกฤตก่อน ถึงมาส่งโรงพยาบาลได้ เช่น ปากเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ
สุดท้ายคุณพ่อก็ทนไม่ไหว ได้ขอความช่วยเหลือจากกลุ่มสายไหมต้องรอดให้เข้ามาช่วยเหลือ
นายเอกภพ เล่าว่า หลังได้รับแจ้ง ก็รีบเข้าไปบ้านผู้ป่วย ซึ่งอยู่ภายในชุมชนสะพานไม้ ถ.จรัญสนิทวงศ์ 42 แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กทม.เมื่อไปถึงพบว่าในครอบครัวติดเชื้อโควิดกันหมดทั้งบ้าน 5 คน จึงได้นำอุปกรณ์มาวัดไข้ทารกน้อยวัย 28 วัน พบว่าเด็กตัวร้อนมีไข้สูง 38 องศา ตามตัวมีผื่นแดง และสะดุ้งตื่นตลอดเวลา ประสานไปทางโรงพยาบาลต่างๆ ก็เตียงเต็มหมดทุกที่ รวมถึงที่ โรงพยาบาลเด็กที่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าให้ติดต่อมาตอนเช้าอีกครั้ง ซึ่งล่าสุดเช้าวันนี้ ทางโรงพยาบาลเด็กแจ้งว่ามีเตียง และส่งรถมารับเด็กไปรักษาแล้วเรียบร้อย
แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยหนัก เป็นขาขึ้น แต่อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือสัญญาณที่รัฐบาลกำลังจะลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิด ซึ่งเป็นกระแสต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ที่แล้ว
ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข เผยว่า มีความพยายามในการทำให้โรคโควิดเป็นโรคปกติ ไม่ใช่โรคฉุกเฉินจริง ซึ่งเมื่อโรคโควิดเป็นโรคที่รับมือกับมันได้ การรักษาพยาบาลก็จะเป็นแบบปกติทั่วไป รัฐยังจ่ายอยู่ แต่จะเป็นการจ่ายตามสิทธิการรักษาแทน
สธ.หนุนครอบครัวไทยมีลูก 2 คน แก้วิกฤตเด็กเกิดน้อย
แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยหนัก เป็นขาขึ้น แต่อีกเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือสัญญาณที่รัฐบาลกำลังจะลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิด ซึ่งเป็นกระแสต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ที่แล้ว
ขณะเดียวกันวันนี้ นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมนพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แถลงความชัดเจนเกี่ยวกับการรักษาโควิดตามสิทธิการรักษา โดยระบุว่า ระยะหลังพบอาการป่วยไม่รุนแรงสามารถรักษาตัวที่บ้านได้ ก็ขอให้รักษาที่บ้านก่อน เพื่อสำรองเตียงในการรับผู้ป่วยวิกฤติจริงๆ
หากผู้ป่วยติดเชื้อโควิด แต่มีอาการ ที่เข้าข่ายลักษณะอาการวิกฤติ 6 อาการ เช่น หมดสติ หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง ซึมลง เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน แขนขาอ่อนแรง มีอาการอื่นที่มีผลต่อการหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบสมอง ก็ยังเข้าเกณฑ์เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลใกล้ตัวได้ทันทีตามสิทธิยูเซ็ป
ทั้งนี้แนวทางการดูแลผู้ป่วยภายหลังจากมีการปลดโควิดออกจากยูเซ็ป ก็จะทำให้ผู้ป่วยต้องรักษาตามสิทธิที่ตัวเองมีอยู่ เช่น ผู้ที่มีสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ สิทธิบัตรทอง ก็จะรักษาในโรงพยาบาลเครือข่ายของสปสช. ยกตัวอย่าง สิทธิอยู่ต่างจังหวัด แต่มาทำงานในกรุงเทพ ก็รักษาได้ ไม่ต้องกลับไป ผู้ที่มีประกันสังคม ก็รักษาตามสิทธิประกันสังคม แต่ยังต้องรอความชัดเจนจากที่ประชุมคณะกรรมการการแพทย์ในวันพรุ่งนี้ และสวัสดิการข้าราชการ ก็รักษาในโรงพยาบาลรัฐได้ทุกแห่ง รวมถึงยังรักษาฟรีเหมือนเดิม ไม่มีค่าใช้จ่าย
4 อาการ Long Covid พบบ่อย ส่งผลต่อ "ระบบหัวใจและปอด" หลังป่วยโควิด-19
ส่วนผู้ที่ป่วยที่รักษาในฮอทพิเทลหลังจากนี้ จะเสียเงินหรือไม่ นายแพทย์ธเรศ อธิบายว่า ก็จะต้องพิจารณาตามสิทธิการรักษาเช่นกัน โดยจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ เช่น คนที่มีประกันสังคม แล้วเข้ารักษาที่ฮอทพิเทล ส่วนนี้ ประกันสังคมก็จะเป็นคนจ่าย หรือ สิทธิ 30 บาท สปสช.ก็ดูแล หรือใครมีประกันชีวิตส่วนบุคคล ก็จะเบิกเงินค่ารักษาในส่วนนี้ แต่หากคนทั่วไป ที่ไม่ได้มีประกันชีวิต หรือ แพทย์วินิจฉัยแล้วให้ไปรักษาตาม รพ.ตามสิทธิ แต่ไม่อยากไป อยากรักษาในโรงพยาบาลเอกชน หรือฮอทพิเทล หลังจากนี้ อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งหลังจากนี้ กรมสนับสนุนบริการจะต้องหารือกับกลุ่มโรงพยาบาลเอกชน เพื่อกำหนดอัตราราคากลางอีกครั้ง