ศูนย์จีโนมฯ ชี้เหตุ "ป่าแตก" ทำให้ไวรัสจากสัตว์ป่าเข้าจู่โจมมนุษย์
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์เปิดสาเหตุที่ไวรัสจากสัตว์ป่าติดต่อสู่คนอย่างต่อเนื่อง เพราะสิ่งแวดล้อมถูกทำลายความสมดุล
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับไวรัสหลายสายพันธุ์ที่ระบาดสู่มนุษย์ในช่วงนี้ เนื้อหาบางส่วนรายละเอียดดังนี้
ต้นเหตุของป่าแตก
ผู้เชี่ยวหลายท่านเห็นตรงกันว่าเหตุการณ์ “ป่าแตก” หรือสาเหตุที่ไวรัสจากสัตว์ป่ากระโจนเข้ามาติดต่อสู่คนอย่างต่อเนื่องในระยะนี้อย่างผิดสังเกต (Zoonotic virus spillover) เป็นเพราะมนุษย์ทำลายความสมดุลของสิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดไม้ ทำลายป่า การรุกพื้นที่ป่าเพื่อเข้าไปอยู่อาศัย รวมทั้งภาวะโลกร้อนจากการใช้น้ำมัน ถ่านหิน จนเกิดภาวะเรือนกระจก อุณหภูมิทั่วโลกสูงขึ้น ทำให้ไวรัสที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทำหน้าที่เป็น “นัก(ฆ่าเพื่อ)ปรับความสมดุล” ซึ่งเดิมอาศัยและปรับสมดุลจำนวนประชากรของสัตว์ป่าจำต้องหาออกจากป่ามาปรับสมดุลกับมนุษย์ เห็นได้ชัดจากกรณีของไวรัสโคโรนา 2019 ที่แพร่จากตลาดสัตว์ป่าในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เข้ามาสู่คนจนเกิดการระบาดไปทั่วโลก มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 6.4 ล้านคน
ไวรัสฝีดาษลิงซึ่งเป็นไวรัสติดต่อระหว่างสัตว์ป่าในแอฟริกาจำต้องฝ่าระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ “APOBEC3” จนเกิดการกลายพันธุ์อย่างรวดเร็วมากกว่า 46 ตำแหน่งใน 5 ปีที่ผ่านมาประดุจแผลเป็นฝั่งลึกบนจีโนมของไวรัสสังเกตได้อย่างชัดเจน เพื่อสามารถระบาดเข้ามาสู่คนและทำได้สำเร็จ ก่อเกิดการระบาดไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้
ล่าสุดไวรัส “ลางยาเฮนิปาห์” ทำท่าจะแพร่ระบาดจากสัตว์ฟันแทะขนาดเล็กในป่าทางภาคตะวันออกของจีนมาสู่คน และมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการแพร่ระบาดระหว่างคนสู่คนเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นกับไวรัสฝีดาษลิง และไวรัสโคโรนา 2019
นักวิทยาศาสตร์จากจีน สิงคโปร์ และออสเตรเลีย แถลงว่าได้ตรวจพบไวรัส “ลางยาเฮนิปาห์” หรือ “เลย์วี” จากการสุ่มตรวจบรรดาผู้ที่มีอาการไข้ (febrile patients) ในภาคตะวันออกของจีน ที่มีประวัติสัมผัสกับสัตว์ป่าซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร โดยผู้ติดเชื้อจะมีอาการเหนื่อยล้า ไอ สูญเสียความอยากอาหาร และปวดศีรษะ นอกจากนี้ยังมีอาการผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือด รวมถึงความเสียหายของตับและไต
ผู้เชี่ยวชาญพบว่าไวรัสชนิดนี้อยู่ในตระกูลเดียวกับไวรัสอันตราย นิปาห์ (Nipah) ที่พบในอินเดีย ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 40% แต่กลุ่มผู้ป่วยที่พบติดเชื้อ “ไวรัสลางยาเฮนิปาห์” ยังไม่พบว่ามีอาการรุนแรงจนเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยผู้ป่วยมีอาการคล้ายหวัดคือมีไข้ ไอ อ่อนเพลีย ปวดกล้าม เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดลดลง ในผู้ป่วยบางรายประสิทธิภาพการทำงานของตับถูกทำลายมาถึง 30-50% คาดว่าต้นตอของการระบาดหรือรังโรคของไวรัสลางยามาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก เช่น หนูผี เม่น และ ตุ่นในป่า
เฮนดรา – นิปาห์ ไวรัสตระกูลเดียวกับน้องใหม่ “เลย์วี” ยังไม่มียารักษา
ทีมวิจัยของ 3 ชาติได้ใช้เทคนิค “Metagenomic sequencing” หรือ “mNGS” ในการถอดรหัสพันธุกรรมจีโนมพบ “ไวรัสลางยาเฮนิปาห์”จาก "ตัวอย่างสวอปจากลำคอ" ของผู้ป่วยรายแรก(index case) เมื่อปี 2561 เป็นสตรีอายุ 53 ปี ที่เมือง “ลางยา” ในมณฑลซานตง
จีโนมของไวรัสลางยา เป็นอาร์เอ็นเอขนาดเล็กว่าไวรัสโคนา 2019 และไวรัสฝีดาษลิงมาก
ไวรัสลางยา จีโนมมีขนาด 18,402 นิวคลีโอไทด์ หรือเบส ในขณะที่ไวรัสโคโรนา 2019 จีโนมมีขนาด 30,000 นิวคลีโอไทด์ หรือเบส และไวรัสฝีดาษลิงมีจีโนมขนาดใหญ่มากประมาณ 196,858 นิวคลีโอไทด์ หรือเบส
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ฯได้พัฒนาการถอดรหัสพันธุกรรมสิ่งส่งตรวจจากการสวอปผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายกับการติดเชื้อแต่ตรวจไม่พบจุลชีพหรือไวรัสต้นเหตุ โดยอาศัยเทคนิค “Clinical metagenomic next generation sequencing” หรือที่เรียกย่อว่า “Metagenomic NGS (mNGS)” มาตั้งแต่ปี 2562 ที่เริ่มมีการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อใช้เสมือนเป็นเรด้าตรวจหาจุลชีพหรือไวรัสอุบัติใหม่ในผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อโดยไม่ทราบสาเหตุแห่งโรค
“mNGS” เป็นเทคนิคการนำสารพันธุกรรมกรดนิวคลิอิกทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น “ดีเอ็นเอหรืออาร์เอ็นเอ” ของไวรัสและจุลชีพต่างๆที่ได้จากการสกัดจากตัวอย่างส่งตรวจมาถอดรหัสพันธุกรรม เพื่อให้ทราบว่ามีจุลชีพหรือไวรัสชนิดใดอยู่ในตัวอย่างส่งตรวจบ้าง เป็นชนิดที่เคยระบาดมาแล้วหรือเพิ่งอุบัติใหม่และในสัดส่วนเท่าใด โดยเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลไวรัสและจุลชีพอ้างอิงที่มีการอัปเดตตลอดเวลาประกอบการวิเคราะห์
“mNGS” เป็นแพลตฟอร์มใหม่ที่ทรงประสิทธิภาพ ต้องอาศัยพลังการคำนวณจากคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง สามารถระบุสายพันธุ์หลัก สายพันธุ์ย่อย ทั้งจุลชีพและไวรัส ได้อย่างรวดเร็วภายใน 48 ชั่วโมงทันต่อการ ควบคุม ป้องกันและรักษา บรรดาโรคติดเชื้อ โดยขณะนี้ทางศูนย์จีโนมทางการแพทย์ฯกำลังอัปเดตข้อมูลรหัสพันธุกรรมของไวรัสลางยาเพิ่มเติมเข้าไปในระบบฐานข้อมูล
การใช้งานทางคลินิกของ mNGS มีหลากหลายเช่น การวินิจฉัยโรคติดเชื้อ การติดตามการระบาด การเฝ้าระวังการควบคุมการติดเชื้อ การเฝ้าระวังเชื้อดื้อยา การกลายพันธุ์หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน และการค้นพบเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ และอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับตัวอย่างส่งตรวจ เช่น การสวอปจากลำคอ จมูก ช่องคลอด รูทวารหนัก น้ำไขสันหลัง เลือด สารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจ ของเหลวในระบบทางเดินอาหาร และของเหลวจากตา เป็นต้น
ขณะนี้รหัสพันธุกรรมของไวรัสลางยา ทั้งจีโนม (whole genome sequences) จำนวน 6 รายได้ถูกอัปโหลดขึ้นบนฐานข้อมูล "GENBANK" เป็นที่เรียบร้อย นักวิจัยทั่วโลกสามารถดาว์โหลดมาใช้ออกแบบชุดตรวจ PCR, ชุดตรวจจีโนทัป, ใช้เป็นรหัสพันธุกรรมมาตรฐาน (reference sequence) เทียบเคียงกับรหัสพันธุกรรมที่ถอดรหัสได้จากสิ่งส่งตรวจเพื่อยืนยันว่าเป็นไวรัสลางยาหรือไม่
จากรหัสพันธุ์กรรม เราสามารถนำไปสังเคราะห์สร้างเป็นตัวควบคุมผลบวก (positive control) ในหลอดทดลองได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารพันธุกรรมของไวรัสสกัดจากสิ่งส่งตรวจซึ่งไม่ปลอดภัยที่จะนำเข้าจากต่างประเทศ
3 ข้อเท็จจริง “เครื่องวัดอุณหภูมิ” เหตุผลที่ควรยกเลิกใช้คัดกรองโควิด
สธ. ยัน บิดเบือน หลังโซเชี่ยลแห่แชร์ใช้นิ้วกดเช็กอาการเริ่มโรคไต