ยิ่งก้มยิ่งเสี่ยง! รู้จัก “Text Neck Syndrome” อาการปวดคอเรื้อรังของคนติดมือถือ
ในยุคดิจิทัลที่ต้องมองจอและมือถือ เมื่อต้องก้มคอต้องรับน้ำหนักเพิ่มสูงถึง 27 กก. ยิ่งก้มนานจึงยิ่งเสี่ยงเป็น “โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทส่วนคอ” หรือ “Text Neck Syndrome”
นั่งหน้าจอหรือก้มเล่นมือถือนานๆ เคยไหมที่เรารู้สึกปวดคอ ความรู้สึกนี้อาจไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ก็ไม่ควรละเลยเช่นกัน เพราะอาการปวดคอ บ่า ไหล่ หรือสะบัก จากการก้มเล่นมือถือเป็นเวลานานๆ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็น “โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทส่วนคอ” หรือ "Text Neck Syndrome" ได้
Text Neck Syndrome คืออะไร
โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทส่วนคอ หรือ Text Neck Syndrome คือ อาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และไหล่
รวมไปถึงความเสื่อมของกระดูกข้อต่อ หรือหมอนรองกระดูกบริเวณคอ จากการใช้งานโทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เป็นเวลานานเกินไป
โดยมีการศึกษาของ ดร.เคนเน็ต ฮานส์ราจ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลังแห่งนิวยอร์ก ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ “Surgical Technology International” ฉบับที่ 25 พบว่า การก้มหน้าไปข้างหน้าทุก 15 องศา จะทำให้คอและบ่าต้องรับน้ำหนักมากสูงสุดถึง 27 กิโลกรัม
- ก้มหน้า 15 องศา คอและบ่ารับน้ำหนัก 12.5 กิโลกรัม
- ก้มหน้า 30 องศา คอและบ่ารับน้ำหนัก 16 กิโลกรัม
- ก้มหน้า 60 องศา คอและบ่ารับน้ำหนัก 27.2 กิโลกรัม
เพราะน้ำหนักที่เกิดขึ้นจากการกดทับนี้ ส่งผลให้กระดูกสันหลังส่วนคอ ปูด แตก หรือเคลื่อนไปทับเส้นประสาทส่วนคอ เป็นสาเหตุให้ยิ่งก้มมากเท่าไร คอ บ่า และไหล่ก็ยิ่งรับน้ำหนักมากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้หากยังมีพฤติกรรมก้มหน้าแบบนี้สะสมนานวันเข้า ก็จะส่งผลเสียระยะยาวคือ ทำให้กล้ามเนื้อยึดตึง หมอนรองกระดูกเคลื่อน เกิดอาการเส้นประสาทถูกกดทับ รวมถึงอาจทำให้กระดูกคอของคุณโก่งโค้งงอผิดรูปได้
เช็กสัญญาณ Text Neck Syndrome
อาการของ Text Neck Syndrome มีหลายระดับ ตั้งแต่อาการปวดเล็กน้อยไปจนถึงอาการที่สามารถสร้างความรุนแรง เช่น อาการชา หรืออ่อนแรงของแขนและมือ ที่อาจจะเกิดจากความเสื่อมของแนวกระดูก ซึ่งส่งผลให้เกิดการกดทับของไขสันหลัง หรือรากประสาทบริเวณคอ สังเกตสัญญาณเตือนได้ดังนี้
- ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังบริเวณต้นคอ บ่า ไหล่ หรือสะบัก
- อาการชา ปวดร้าวจากคอไปยังมือ
- มีอาการอ่อนแรงของแขนและมือ
อย่างไรก็ตามอาการจะดีขึ้นชั่วคราว หลังผู้ป่วยรับประทานยา หรือ ทำกายภาพบำบัด แต่อาการก็อาจจะกลับมาเป็นใหม่เมื่อเริ่มมีการใช้งานคอมพิวเตอร์หรือมือถือในลักษณะเดิมๆ
Text Neck Syndrome พบในผู้ป่วยอายุน้อยมากขึ้นเรื่อย
พฤติกรรมการก้มหน้านานๆ ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับหนุ่มสาววัยทำงานที่นั่งหน้าจอหรือใช้มือถือนานๆ ในแต่ละวันเท่านั้น แต่มีข้อมูลจาก ดร.มิเชลล์ คอลลี่ ผู้อำนวยการฝ่ายกายภาพบำบัดในโรดไอแลนด์ ระบุว่า เด็กๆ วัยรุ่น วัยเรียนเองก็มีแนวโน้มเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทส่วนคอมากขึ้น และยิ่งพบในผู้ป่วยอายุน้อยมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยข้อมูลของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) พบว่า กลุ่มคนไทยเจเนอเรชัน Y มีการใช้อินเทอร์เน็ตสูงถึง 8 ชั่วโมง 55 นาททีต่อวัน ตามมาด้วยเจเนอเรชัน Z ใช้อินเทอร์เน็ตสูงถึง 8 ชั่วโมง 24 นาทีต่อวัน และเจเนอเรชัน X มีการใช้อินเทอร์เน็ตสูงถึง 5 ชั่วโมง 52 นาที ซึ่งนับว่าเป็นระยะเวลานานมากที่จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้แบบไม่รู้ตัว
วิธีการป้องกัน Text Neck Syndrome
1.) จัดวางท่าที่ถูกต้อง
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าระหว่างการทำงานมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือเล่นมือถือนานๆ คางของเราของเราขนานกับพื้นหรือไม่ หากไม่ขนาน แนะนำให้ใช้ขาตั้งยกมือถือ หรือจัดเรียงเดสก์ท็อป (Desktop) ในระดับสายตา
2.) พักผ่อนและยืดเหยียดเป็นระยะ
ไม่ว่าเราจะจัดวางท่าทางที่ถูกต้องแล้ว แต่การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ทำให้กล้ามเนื้อเมื่อยล้า ส่งผลให้เกิดอาการปวดคอตามมาได้ เพื่อทำลายวงจรนี้ ทางออกที่ดีที่สุดคือการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นระยะๆ เพราะการยืดเหยียดจะช่วยเพิ่มปริมาณเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ และลดอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ
3.) รักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
กล้ามเนื้อ Trapezius และ กล้ามเนื้อ Scapulothoracic เป็นกล้ามเนื้อที่ยึดเกาะตั้งแต่บริเวณคอไปจนถึงไหล่ มีผลต่อความแข็งแกร่งของกระดูกสันหลังส่วนคอ ซึ่งมีผลการศึกษาที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าการรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในส่วนดังกล่าวให้ดี จะช่วยชะลอความเสื่อมได้
4.) ปรับเปลี่ยนทัศนคติ
ปรับเปลี่ยนทัศนคติลดการพึ่งพาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ และปลูกฝังการใช้ชีวิตให้มีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น รวมไปจนถึงการดูแลการกินให้สุขภาพดีด้วย อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แม้จะต้องใช้ความพยายามและความตั้งใจ แต่เป็นวิธีที่แน่นอนในการปกป้องกระดูกสันหลังและร่างกายของเราได้
ขอบคุณข้อมูลจาก : CNN, Hindustan Times และ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
วิธีทำ CPR 4 นาทีแห่งการต่อชีวิตผู้ป่วยหยุดหายใจฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน
“ฟักทอง” สัญลักษณ์วันฮาโลวีน กินอย่างไรให้สวยสุขภาพดี ไม่หลอนแบบผีๆ