นายก ปลื้มนโยบาย Medical Hub ดันท่องเที่ยวเชิงสุขภาพไทยขยายตัวติดอันดับโลก
นายกฯ ปลื้มนโยบาย Medical Hub ดันความมั่นคงด้านสุขภาพของไทยติดอันดับโลก กำชับสร้างรายได้เข้าประเทศควบคู่กับการดูแลสุขภาพประชาชน มั่นใจรายได้ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี ตั้งแต่ 2566-2570
นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสาธารณสุขไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบาย Medical Hub หรือการเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติที่ส่งผลให้การแพทย์และการสาธารณสุขของไทย เป็นที่ยอมรับทั้งด้านศักยภาพและความพร้อมในระดับโลก กลายเป็นจุดแข็งดึงดูดประชากรโลกและนักเที่ยวเที่ยวเดินทางมาประเทศทั้งเพื่อการพักผ่อนและการรักษาตัว
ซึ่งในปี 2564 ที่ผ่านมาMedical Tourism Association จัดอันดับให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยติดอันดับ 5 ของโลก เกิดจากแพทย์ไทยมีศักยภาพและมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ คุณภาพและมาตรฐานการรักษาระดับสากล ค่ารักษาพยาบาลสมเหตุสมผล ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อม มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมด้าน Wellness ทั้งการนวดไทย สปา ผลิตภัณฑ์สุขภาพต่างๆ ซึ่งเป็น Soft power ไทยที่สร้างความประทับใจ ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและรายได้เข้าประเทศไทยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนแผนแม่บทประเด็นด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Wellness ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี กำหนดรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี ตั้งแต่ปี 2566-2570 ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขยังได้เปิดเผย รายได้จาก Medical Hub ในปี 2564 โดยอ้างอิงข้อมูลสำรวจธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขมีมูลค่าถึง 11,903 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจภาคเอกชน ที่คาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยจะกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วด้วยมูลค่าเกือบ 2.5 หมื่นล้านบาทในปี 2566
อนุมัติไทยเป็น TWC เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้กลับสู่ประเทศ
สำหรับนโยบาย Medical Hub มีเป้าหมายหลัก คือ
- เป็นศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Hub) เช่น นวดไทยเพื่อสุขภาพ สปาเพื่อสุขภาพ น้ำพุร้อน
- ศูนย์กลางบริการสุขภาพ (Medical Service Hub) เช่น การบริการการรักษาเฉพาะทาง การตรวจสุขภาพทันตกรรม ศัลยกรรมตกแต่งและเสริมความงาม บริการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก
- ศูนย์กลางบริการวิชาการและงานวิจัย (Academic Hub) เช่น การพัฒนาทางด้านการศึกษา การจัดประชุมวิชาการนานาชาติ สามารถสร้างองค์ความรู้ต่อยอดด้านการแพทย์ในประเทศได้ ตลอดจนมีการจัดประชุมต่าง ๆ ช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในพื้นที่ได้อีกด้วย
- ศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product Hub) เช่น การพัฒนายาแผนปัจจุบัน อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ เครื่องสำอางค์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ทั้งนี้ การดำเนินโยบายและมาตรการด้านสาธารณสุข และนโยบาย Medical Hub นอกจากจะช่วยคนไทยทั้งประเทศให้มีระบบสาธารณสุขที่ดี มีศักยภาพ ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย แล้ว ยังจะช่วยสร้างรายได้เข้าประเทศมูลค่ามหาศาล ลดการพึ่งพิงการนำเข้ายา เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์จากต่างประเทศ สร้างประโยชน์ด้านสาธารณสุขของไทยอย่างยั่งยืน
การผลักดันนโยบาย Medical Hub ผ่านกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อให้การบริการการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นอุตสาหกรรมการบริการชั้นนำของภูมิภาคและของโลก สร้างรายได้เข้าประเทศ พร้อมๆ กับการดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนในประเทศ ด้วยการยกระดับหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ขยายนโยบาย 30 บาททุกที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยผู้ป่วยสิทธิบัตรทองสามารถเข้ารักษาในหน่วยบริการปฐมภูมิที่ไหนก็ได้ทั่วประเทศ เพราะสุขภาพของประชาชนคือความมั่นคงของชาติ ขณะเดียวกันการสาธารณสุขยังเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอีกด้วย
BDMS - Minor ดันไทยเป็นฮับท่องเที่ยวสุขภาพ
“อนุทิน” ตั้งเป้า "สาธารณสุขไทย" หลังโควิด ให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพโลก