ส่องนโยบาย 4 ชาติ รับมือ โควิด-19 พร้อมย้อนมองทิศทางไทย
ส่องนโยบายรัฐของ 4 ชาติ จาก 3 ทวีป รับมือ “COVID-19” หลังครบรอบ 3 ปีของการแพร่ระบาด พร้อมย้อนมองทิศทางไทย และการรับมือโควิดลูกผสมโอมิครอนอย่าง XBB1.16 “อาร์คทูรัส” ที่ WHO ยกระดับเป็น “สายพันธุ์ต้องให้ความสนใจ (VOI)”
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ระบาดใหญ่อย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2562 จากการประกาศโดยองค์การอนามัยโลก หลังเกิดการระบาดใหญ่ขึ้น หลายประเทศทั่วโลกต่างมีนโยบายการจัดการที่แตกต่างกัน ปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่มนุษย์สามารถปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตร่วมกับการมีอยู่ของโควิด-19 อย่างเข้าใจ หากเทียบกับเมื่อ 3 ปีก่อนจะเห็นว่า มุมมองต่อโควิด-19 รวมถึงทิศทางและนโยบายของแต่ละชาติเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่ผ่อนคลายลง
จีนทยอยเปิดเมือง ลดระดับโควิด พร้อมเดินตามแผน Zero-Covid ต่อเนื่อง
จีน ยังคงดำเนินตามแผน Zero-Covid เพื่อควบคุมและกวาดล้างโควิดต่อไป ด้วยการกำชับให้สวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ และที่นั่งในระบบขนส่งสาธารณะถูกจำกัดให้เว้นระยะห่าง แต่เริ่มปรับนโยบายให้ผ่อนคลายลงตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2565
ต่อมารัฐบาลมีคำสั่งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2565 ให้ทยอยคลายการปิดเมือง เริ่มให้แต่ละเมืองปรับเป็นการจัดการเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management) ซึ่งเป็นการสั่งให้ประชาชนอาศัยอยู่ในบ้านเท่านั้น และระบบขนส่งต่าง ๆ ในเมืองต้องหยุดให้บริการ หากมีการระบาดในเมืองนั้น ๆ โดยในวันที่ 25 สิงหาคม 2565 จีนยกเลิกการขอผลตรวจโควิด-19 จากผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ผู้ที่มีผลตรวจเป็นบวกไม่ต้องถูกกักตัวที่ศูนย์กักกัน
และวันที่ 8 มกราคม 2566 รัฐบาลประกาศลดระดับความรุนแรงของไวรัสโควิด-19 จากระดับ A ซึ่งเป็นระดับร้ายแรง ลงมาอยู่ในระดับ B ซึ่งเป็นระดับเฝ้าระวัง เนื่องจากมีประชาชนได้รับวัคซีนแล้ว 1,310,292,000 คน จากประชากรทั้งหมด 1,454,159,306 คน (สำรวจถึงวันที่ 7 มีนาคม 2566) จากนั้นจึงประกาศให้โรงเรียนกลับมาเปิดตามปกติทั่วประเทศในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นมา
สิ้นสุดมาตรการกึ่งฉุกเฉิน ญี่ปุ่นเตรียมลดระดับโควิดเท่าไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล
จากผลสำรวจถึงวันที่ 7 มีนาคม 2566 ญี่ปุ่นมียอดผู้ป่วยสะสมสูงสุด 33.26 ล้านราย โดยในวันที่ 20 มีนาคม 2565 รัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายยกเลิกมาตรการกึ่งฉุกเฉิน (Quasi-Emergency) ทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้ร้านอาหารและระบบขนส่งสาธารณะให้บริการได้ตามปกติ สามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้ ไม่บังคับให้สวมหน้ากากอนามัยกลางแจ้ง แม้ชาวญี่ปุ่นยังคงนิยมสวมหน้ากากอนามัยอยู่ก็ตาม
ปัจจุบัน จากผลสำรวจจนถึง 27 กุมภาพันธ์ 2566 ประชากรญี่ปุ่นที่เข้ารับวัคซีนครบ 3 เข็มมีสูงกว่าร้อยละ 68.36 รัฐบาลจึงอนุมัติในช่วงต้นมีนาคม 2566 ให้แต่ละจังหวัดยกระดับมาตรการควบคุมการระบาดได้ตามความเหมาะสม ผู้ที่เดินทางมาจากจีนไม่ต้องเข้ารับการตรวจโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR อีกต่อไป
ล่าสุด วันที่ 4 เมษายน 2566 ญี่ปุ่นมีประกาศยกเลิกมาตรการควบคุมการเข้าประเทศสำหรับผู้ที่เดินทางเข้าญี่ปุ่น ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2566 เป็นต้นไป หลังลดระดับความรุนแรงลงมาเหลือระดับ 5 เทียบเท่ากับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล และเตรียมยกเลิกการตรวจ รักษา และฉีดวัคซีนฟรี โดยต้องแสดงใบรับรองการฉีดวัคซีนโควิด-19 ขั้นต่ำ 3 โดส หรือผลตรวจโควิดเป็นลบภายใน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง
สหรัฐฯ คลายควบคุม เตรียมยกเลิกภาวะฉุกเฉิน แม้สายพันธุ์ใหม่ระบาด
สหรัฐอเมริกาเป็นชาติที่ตื่นตัวช้า จนมียอดผู้ติดเชื้อสะสมถึงวันที่ 7 มีนาคม 2566 สูงกว่า 103.68 ล้านราย แต่เมื่อบริษัทไฟเซอร์และโมเดอร์นาของสหรัฐฯ ผลิตวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสโควิด-19 สำเร็จ ก็มีนโยบายให้ประชาชนเข้ารับวัคซีนจนครบ 2 โดส ต่อมาในวันที่ 19 เมษายน 2565 ศูนย์ควบคุมป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ยกเลิกข้อบังคับการสวมใส่หน้ากากอนามัยในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ
ปัจจุบัน สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ ตามการรายงานของ CNN เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2566 ร้านค้าและสถานบันเทิงสามารถเปิดให้บริการตามปกติ แต่ยังคงมาตรการกำหนดให้ผู้พบปะใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อต้องกักตัวอย่างต่ำ 14 วันหลังพบปะ หากพบเชื้อ จะต้องกักตัวต่ออีก 14 วัน และผู้ที่เดินทางมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ต้องมีผลตรวจโควิด-19 เป็นลบเท่านั้น
โดยรัฐบาลเตรียมยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติและภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุข (PHE) รวมถึงอนุญาตให้พลเมืองอเมริกันมีสิทธิ์รับการตรวจ การฉีดวัคซีน และการรักษาฟรี ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2566 แม้สหรัฐฯ มีสัดส่วนผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์ XBB.1.16 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ เพิ่มขึ้นถึง 7.2% ของผู้ป่วยโควิดทั้งหมดก็ตาม
อังกฤษขอความร่วมมือสวมหน้ากาก-ฉีดวัคซีน เหตุโอมิครอนระบาด
ฝั่งอังกฤษ พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ หรือโอมิครอน ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2564 หากนำมารวมกับยอดผู้ติดเชื้อสะสมจนถึงวันที่ 7 มีนาคม 2566 จะสูงถึง 24.4 ล้านราย แม้จะมีผู้ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วกว่าร้อยละ 75.4 ทำให้อังกฤษกลับมาประกาศใช้แผนสำรองเพื่อรับมือในวันที่ 8 ธันวาคม 2564
จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลอังกฤษประกาศเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2566 บังคับให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยทั้งในพื้นที่ปิดและพื้นที่สาธารณะ ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ทำงานที่บ้าน เข้ารับการตรวจหาเชื้อ และฉีดวัคซีน แต่ไม่มีประกาศปิดเมืองแต่อย่างใด พร้อมกำหนดให้ผู้ที่เดินทางมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ต้องมีผลตรวจโควิดเป็นลบ ส่วนผู้ที่เดินทางมาจากประเทศอื่น ๆ ไม่จำเป็นต้องแสดงผลตรวจ
WHO ยกระดับ “XBB.1.16” เป็นโควิด-19 สายพันธุ์ต้องให้ความสนใจ (VOI)
“อนุทิน” ยันโควิด XBB.1.16 ไม่รุนแรงกว่าเดิม แนะหน่วยงานสร้างความเข้าใจปชช.
ฃ
ทิศทางสถานการณ์ “COVID-19” ของไทย ในมุมมองบุคลากรทางการแพทย์
ย้อนกลับมามองสถานการณ์โควิด-19 ในด้านทิศทางและนโยบายของประเทศไทย จากการสัมภาษณ์ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียูเฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ ประจำโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ทำให้ทราบได้ว่า ปัจจุบันไทยเปิดประเทศแล้ว ไม่ได้ประกาศให้โรคติดเชื้อโควิด-19 เป็นโรคฉุกเฉินอีกต่อไป ประชาชนปฏิบัติตามความสมัครใจ ไม่มีการปิดสถานที่ ไม่มีการบังคับให้สวมหน้ากากอนามัย ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางข้ามจังหวัดข้ามประเทศได้ ตามแต่สถานการณ์
นพ. มนูญ ยังมองว่ามาตรการของรัฐมีประสิทธิภาพเพียงพอ เห็นได้จากตัวเลขจำนวนผู้เสียชีวิตต่อวันที่เหลือเพียงแค่คนเดียว อีกทั้งผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลก็น้อยมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อสามารถรับยาไปกินที่บ้านได้ เพราะจะไม่มีอาการรุนแรงเนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนเรียบร้อย ทิศทางนโยบายและภาพรวมของโควิด-19 ในประเทศไทยแตกต่างไปจาก 3 ปีก่อนค่อนข้างมาก โดยในช่วงแรกที่เกิดการระบาดที่สนามมวยลุมพินี ประชาชนตื่นตระหนกมากพอสมควร เพราะติดเชื้อง่าย และยังไม่มีวัคซีน ไม่มียารักษา พอบุคลากรทางการแพทย์ต้องทำการรักษาก็ป้องกันตัวเต็มที่ สวมชุด PPE สวมหน้ากาก N95 สวมถุงมือ ใส่หมวก ใส่ถุงเท้า พร้อมพยายามป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อจากผู้ป่วย
ต่อมาพอไทยเริ่มมีวัคซีน ที่เป็นวัคซีนเชื้อตายจากประเทศจีน แต่ประสิทธิภาพไม่ค่อยดี ไม่สามารถป้องกันการป่วยหนักได้ ถัดมาไม่นานไทยก็มีวัคซีน mRNA จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ สามารถป้องกันการป่วยหนัก ป้องกันการเสียชีวิตได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ ดังนั้น ต่อให้ประชาชนสวมหน้ากาก ล้างมือ ฉีดวัคซีน ก็ยังมีโอกาสติดได้ แต่ความรุนแรงของอาการก็จะเบาลง และหลังจากที่ประเทศไทยเริ่มมียารักษา สถานการณ์ก็ยิ่งดีขึ้น คาดว่าในอนาคต เชื้อไวรัสวิด-19 จะพยายามกลายพันธุ์เพื่อความอยู่รอด โดยกลายพันธุ์ที่บริเวณโปรตีนส่วนหาง เพื่อหลบหลีกภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการฉีดวัคซีน แต่หากการระบาดกลับมาอีกครั้ง จะไม่มีความรุนแรง ไม่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากเหมือนแต่ก่อน โดยมีสถานะเทียบเท่าไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบัน ที่จะมีการกลับมาระบาดในทุกปี แต่มีผู้ป่วยหนักหรือเสียชีวิตน้อยมาก
สถานการณ์ไทยในปัจจุบันกับโอมิครอนสายพันธุ์ XBB.1.16
แม้สถานการณ์โควิดของไทยจะอยู่ในช่วงขาลง แต่หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา (13-17 เมษายน 2566) พบผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดย น.พ. โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข รายงานว่าระหว่างวันที่ 9-15 เมษายน 2566 พบผู้ป่วยรายใหม่เข้ารักษาในโรงพยาบาล 435 ราย เฉลี่ยวันละ 62 ราย โดยมีสาเหตุหลักมาจากกิจกรรมรวมตัวคนจำนวนมาก เช่น การสังสรรค์ในครอบครัว รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ และการเล่นน้ำสงกรานต์ที่มีการจัดในหลายพื้นที่ ซึ่งระหว่างกิจกรรมดังกล่าว ก็มีการใกล้ชิดและไม่ได้สวมหน้ากาก แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่างชี้ชัดว่าอาจไม่ใช่การระบาดใหญ่เหมือนในระลอกแรกๆ และพีกที่สุดช่วงปลายเดือน เมษายน 2566 นี้ ขณะที่พบว่ามี โควิดสายพันธ์ XBB.1.16 หรือ “อาร์คทูรัส” สายพันธุ์ผสมระหว่างโอมิครอนด้วยกันเอง โดยพบครั้งแรกที่ประเทศอินเดียเมื่อเดือนมกราคมปี 2566 จากนั้นจึงแพร่ระบาดมาสู่ไทย รายงานวันที่ 13 เมษายน 2566 พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ดังกล่าวในไทยเพียง 6 ราย จากราว 3,000 รายทั่วโลก และมีรายงานจากอินเดียว่าพบอาการเพิ่มเติมจากการติดเชื้อสายพันธุ์ XBB.1.16 คือ เยื่อบุตาอักเสบ ซึ่งผู้ติดเชื้อในไทยทั้ง 6 รายยังไม่พบอาการดังกล่าว หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2566 กระทรวงสาธารณสุขได้รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อ XBB.1.16เพิ่มเป็น จำนวน 27 คน และเสียชีวิต 1 คน และล่าสุด(ข้อมูล ณ.วันที่ 22 เมษายน 2566 ) องค์การอนามัยโลก (WHO) ยกระดับเป็น “สายพันธุ์ต้องให้ความสนใจ (VOI)” หลังพิจารณาว่า มีคุณสมบัติบางอย่างเหนือโควิด-19 สายพันธุ์ย่อยอื่น ๆ เนื่องจาก มีความสามารถในการหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันมากกว่า ทำให้ประเมินแล้วว่าอาจแพร่กระจายไปทั่วโลกและมีส่วนทำให้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้ WHO ยืนยันว่า อย่าเพิ่งตื่นตระหนกเพราะในปัจจุบัน ยังไม่มีสัญญาณของความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น การประเมินความเสี่ยง XBB.1.16 เบื้องต้นยังดำเนินอยู่และคาดว่าจะเผยแพร่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า สอดคล้องกับกระทรวงสาธารณสุขไทยที่มองว่าการแตกแยกย่อยหรือการเกิดลูกผสมขึ้นเป็นธรรมชาติของไวรัสที่ต้องการเอาชนะภูมิคุ้มกันมนุษย์และยังไม่มีอะไรที่น่ากังวลและคาดว่าไม่ได้มีความรุนแรงมากกว่าเดิม
ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในประเทศไทยกับนานาชาติแล้ว พบว่า นโยบายของไทยมีความเข้มงวดน้อยกว่าชาติอื่น ๆ พอสมควร ในด้านการควบคุมการแพร่ระบาด อย่างไรก็ตาม แม้จะมีนโยบายที่ไม่ค่อยรัดกุมแล้ว แต่แพทย์ก็ยังระบุว่า “การฉีดวัคซีน” เป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ความรุนแรงของอาการป่วยน้อยลงโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงโรคประจำตัวและสูงอายุ 608 การสวมหน้ากากอนามัยและการล้างมือก็ขึ้นอยู่กับปัจเจกบุคคลแล้ว แต่ก็ถือว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้เช่นกัน แม้ในประเทศไทยจะตรวจพบโควิดสายพันธุ์ใหม่ แต่ชาวไทยไม่มีความจำเป็นต้องตื่นตระหนกแต่ยังคงต้องตระหนักปฏิบัติตามหลักการป้องกันเชื้อโรค ติดตามข่าวสารเพื่อเฝ้าอย่างไม่ประมาท
อ้างอิงจาก :
- chrome-extension://efaidnbmnnnibpcajpcglclefindmkaj/https://ddc.moph.go.th/uploads/
files/2017420210820025238.pdf
- https://ddc.moph.go.th/uploads/files/2017420210820025238.pdf
- //www.xinhuanet.com/english/2020-03/13/c_138875449.htm
- //www.xinhuanet.com/english/2020-04/06/c_138951662.htm
- //tz.china-embassy.gov.cn/eng/sgdt/202301/t20230109_11004623.htm
- https://www.covidpolicywatch.com/china/
- https://www.covidpolicywatch.com/unitedstates/
- https://edition.cnn.com/2023/03/07/politics/us-covid-testing-restriction-china/index.html
- https://www.xinhuathai.com/china/338707_20230213
- https://www.covidpolicywatch.com/japan/
- https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/en/news/20230302_07/
- https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/en/news/20230208_05/
- https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/en/news/20230224_01/
- https://www.nytimes.com/2023/01/30/us/politics/biden-covid-public-health-emergency.html
- https://www.reuters.com/world/us/us-end-covid-19-emergency-declarations-may-11-2023-01-30/
- https://www.covidpolicywatch.com/unitedkingdom/
- https://www.statista.com/statistics/1239927/japan-covid-19-vaccination-rate/
- https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/67337
“อนุทิน” ยันโควิด XBB.1.16 ไม่รุนแรงกว่าเดิม แนะหน่วยงานสร้างความเข้าใจปชช.
สธ.วาง 3 มาตรการรับมือโควิดพุ่ง ส่วน XBB.1.16 ยังไม่พบรุนแรง