จิตแพทย์ เผยกรณีน้องหยก ควรมีคนกลางสมานความเห็นต่างก่อนปัญหารุนแรงขึ้น
กรณีน้องหยก ยังพูดถึงในวงกว้าง โดยจิตแพทย์ได้ออกมาเสนอควรเข้าใจพื้นฐานของปัญหา รับฟังความเห็นต่างก่อนปัญหาทวีความรุนแรงขึ้น นับเป็นโอกาสที่ดี ที่จะทบทวนเพื่อก้าวต่อไปด้วยกัน
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต โพสต์ผ่านเฟชบุ๊กถึงกรณี น้องหยก ว่าปัญหาการเรียนต่อของ"หยก" เยาวชนไทยอายุ 15 ปี ได้ขยายบานปลายไปในสื่อสังคมต่างๆ จนเข้าไปอยู่ในวังวนของความรู้สึกที่รุนแรง หวาดกลัว หรือกระทั่งหวาดระแวงการแสดงออกของเยาวชนคนหนุ่มสาวในปัจจุบัน ที่มีความเห็นต่างทางการเมือง สังคม และการศึกษา นับเป็นโอกาสที่ดี ที่เราจะได้ทบทวนเพื่อก้าวต่อไปด้วยกัน เพราะคนรุ่นนี้จะมาเป็นหลักในการพัฒนาและสืบสานสังคมไทยในอนาคต
ทำความเข้าใจในพื้นฐาน 2 ด้านของปัญหา
- ด้านที่ 1 คือ ความเห็นต่างทางการเมือง อันที่จริงเราได้รับบทเรียนมากว่า 10 ปี ว่าการปฎิบัติต่อความเห็นต่าง ว่าเป็นเรื่องของความถูกผิด ดีเลว ทำให้สังคมไทยไม่มีทางออก จนเกิดความรุนแรงและกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่เราจะกลับมาเปิดใจกว้างกับความเห็นต่าง ว่าเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นพลเมือง ที่มีความปรารถนาดีต่อสังคม ทำให้เรามีทางเลือก มองเห็นปัญหาและทางออกที่หลากหลาย แทนความเกลียดชัง ( เพราะไปเห็นว่า ถูกผิดดีเลว ) ความต่าง
- ด้านที่ 2 คือ เรื่องของวัย ที่จริงผู้ใหญ่ทุกคนก็เคยผ่านการเป็นวัยรุ่นมาแล้ว จึงไม่ยากที่จะเข้าใจได้ว่า เป็นวัยที่แสวงหาอัตลักษณ์และความเป็นตัวของตัวเอง จนอาจแสดงออกที่ไม่ถูกใจเราได้ แต่ด้วยการฟังและให้ความสำคัญกับความมีอยู่ของตัวตนและความคิดเห็นของเขา ก็จะมองข้ามการแสดงออกบางอย่างที่ดูเหมือนรุนแรงไปได้ ในที่สุดเขาก็จะกลับมามีบทบาทในทางสร้างสรรค์ ในทางตรงข้าม ถ้าฝ่ายที่เป็นผู้ใหญ่กว่า ใช้วิธีไม่ยอมรับและกดดัน ความขัดแย้งก็จะไปในทางรุนแรงมากขึ้น
ยิ่งต่างฝ่ายมีสังคมและสื่อสังคมของตนเอง ก็ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความเกลียดชังและข่าวลวงต่างๆ อย่างที่เราสัมผัสได้ในเวลานี้ ก่อนอื่นผมจึงเสนอว่า ในสื่อสังคมเราต้องช่วยกัน 2 ไม่ (ไม่ผลิตและไม่ส่งต่อ) 1 เตือน (ด้วยเหตุผล) เพื่อให้สังคมไทยกลับมาอยู่บนพื้นฐานของการเปิดรับความเห็นต่างโดยไม่เกลียดชัง เพื่อที่จะทำให้สังคมไทยเดินหน้าต่อไปได้
"สมพงษ์"แนะ รร.ผ่อนปรนระเบียบเปิดพื้นที่ปลอดภัย
ส่วนการแก้ปัญหากความ "เห็นต่าง" กับเยาวชน สถานศึกษาควรใช้มาตราการเชิงป้องกัน ด้วยการสื่อสารและสร้างความเข้าใจ ระหว่าง 3 ฝ่าย (โรงเรียน ผู้ปกครอง และนักเรียน) ผ่านกลไกต่างๆ เช่น home room ประชุมผู้ปกครอง กิจกรรมนร.นศ. ด้วยบรรยากาศของการเปิดรับและเคารพซึ่งกันและกัน
กรณีที่บานปลายไปแล้ว อย่างที่เป็นข่าว ควรให้สายวิชาชีพ ที่จะทำงานโดยไม่มีอคติทางเมือง เข้ามาเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย สร้างความเข้าใจระหว่าง 3 ฝ่าย โดยเฉพาะนักสังคมสงเคราะห์ของกระทรวงพม. และนักวิชาชีพสุขภาพจิตของกระทรวงสาธารณสุข สำคัญที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบันคือ ช่วยกันอย่าปล่อยให้สื่อสังคมสร้างความเกลียดชัง ที่ทำให้สังคมไทยเสี่ยงต่อความรุนแรง ด้วยการไม่ส่งต่อ และช่วยเตือนการส่งข้อความที่รุนแรง และข่าวลวงด้วยครับ
"หยก"เยาวชน 15 ปีตัดสินใจ ปีนข้ามรั้วเข้าไปเรียนตามปกติ
จิตแพทย์ แนะ ปชช.เปิดใจความเห็นต่าง หวั่นใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชัง