ดีเดย์ 1 เม.ย.นี้ “สุรินทร์”นำร่องจังหวัดแรก เปลี่ยนโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น
จังหวัดสุรินทร์ขอนำร่องเป็นจังหวัดแรก เปลี่ยนโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ดีเดย์ 1 เม.ย.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานวา่ สำนักข่าวประชาสัมพันธ์จังหวัดสุรินทร์ โพสต์ประกาศพร้อมเปลี่ยนโควิด-19 เป็นโรคระบาดประจำถิ่น จังหวัดแรก พร้อมระบุเป้าหมายชัด โดยระบุว่า "สุรินทร์ พร้อม เปลี่ยนโควิด-19 ให้เป็นโรคระบาดประจำถิ่น จังหวัดแรกของประเทศ" เริ่ม 1 เม.ย. 2565 เชิญชวนชาวสุรินทร์ทุกวัย ไปฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 3 เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
• ทุกหมู่บ้านยังรักษามาตรฐานหมู่บ้านสีฟ้า
• อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยติดเชื้อไม่เกิน 0.5%
• อัตราการครองเตียงไม่เกิน 3% ของผู้ป่วยทั้งหมด
• ชาวสุรินทร์ฉีดวัคซีนเข็ม1 และ เข็ม2 ไม่น้อยกว่า 70%
• ทุกคนสวมหน้ากากอนามัย และดำเนินมาตรการ DMHTT 100%
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดสุรินทร์ ได้ออกมาตรการเตรียมความพร้อม เป็นจังหวัดนำร่อง โรค covid-19 เป็นโรคระบาดประจำถิ่น ดังนี้
• อัตราผู้ป่วยครองเตียงผู้ป่วยหนักไม่เกิน 3% ของผู้ป่วยติดเชื้อทั้งหมด
• อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคติดเชื้อไม่เกินร้อยละ 0.5
• ประชาชนทั่วไปฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 และ 2 ไม่น้อยกว่า 70%
• ประชาชนกลุ่ม 608 ได้รับวัคซีนเข็มแรกไม่น้อยกว่า 80%
• ทุกหมู่บ้านมีชุดตรวจ ATK ไม่น้อยกว่า 10% ของประชากรในหมู่บ้าน
• หมู่บ้านมีการปลูกสมุนไพรเพื่อดูแลสุขภาพ 100%
• อสม.ต่อประชากรในหมู่บ้านไม่น้อยกว่า 10 ครัวเรือนต่อ 1 คน
• ประชาชนสวมแมสก์ 100%
• ดำเนินการ D-M-H-T-T 100 %
• สถานที่ต้องมีมาตรการ องค์กรและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด Covid Free Setting 100
วันนี้ 28 มี.ค. 2565 ทีมข่าวได้เข้าพบนพ.สินชัย ตันติรัตนานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันว่าจังหวัดสุรินทร์ได้ขออนุญาตเป็นจังหวัดนำร่องเพื่อที่จะนำเรื่องของ โรคโควิด-19 เข้าสู่โรคประจำถิ่น ซึ่งเราได้เตรียมการมาโดยตลอด ประชาชนกลุ่ม 608 ได้รับวัคซีนเข็มแรกไม่น้อยกว่า 80% โดยทุกหมู่บ้านมีชุดตรวจ ATK ไม่น้อยกว่า 10% ของประชากรในหมู่บ้านพร้อมกับประกาศเป็นหมู่บ้านสีเขียว ซึ่งในวันที่ 1 เม.ย.2565 ที่จะถึงนี้ จังหวัดสุรินทร์ก็จะประกาศเป็นโควิด-19 เป็นโรคระบาดประจำถิ่น จังหวัดแรก โดยประชาชนที่รู้ว่าป่วยมาจากโรคโควิด-19 ก็จะรักษาตัวอยู่ที่บ้านทานยาตามที่ทางสาธารณสุขหรือ อสม.จัดเตรียมไว้ให้ ส่วนประชาชนที่ป่วยหนักก็จะมารักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน แต่ก็ยังเป็นโรคติดต่ออันตราย
ทั้งนี้ยังคงให้รักษามาตรการของสาธารณสุขจังหวัดสวมแมส,ล้างมือ,และเว้นระยะห่าง ในส่วนของการจัดกิจกรรมก็ให้ทำตามมาตรการของสาธารณสุขต่อไป
“ชมรมแพทย์ชนบท”จี้ สธ.บอกความจริง ฟาวิพิราเวียร์ขาดหนัก
เปิดข้อแตกต่าง“ไข้เลือดออก-โควิด” เช็กอาการให้ชัวร์ป่วยเป็นโรคไหน