โควิดกลายพันธุ์คู่-พลิกขั้ว น่ากังวลกว่า BA.2.86 เพราะหลบเลี่ยงภูมิได้ดีกว่า
ศูนย์จีโนมเผยข้อมูลจากสถาบันโรคติดเชื้อแห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ ที่ไขความลับทำไมโอมิครอนในกลุ่ม Flip ที่มีการกลายพันธุ์คู่-พลิกขั้ว(L455F + F456L) เช่น HK.3 จึงมีความน่ากังวลมากกว่าโอมิครอน BA.2.86 ที่จะมาแทนที่โอมิครอน EG.5.1 ที่เป็นสายพันธุ์หลัก
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีโพสต์เฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics เปิดเผยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ โดยศาสตราจารย์ชาน-ลู (Shan-Lu Liu) ผู้อำนวยการโครงการไวรัสและเชื้อโรคอุบัติใหม่ จากสถาบันโรคติดเชื้อแห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ และอีกหลายท่านได้ออกมายืนยันหลังจากได้ทำวิจัยเชิงลึกระดับโมเลกุลเกี่ยวกับโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยต่างๆ (omicron variant)
พบว่าโอมิครอนในกลุ่ม Flip ที่มีการกลายพันธุ์คู่-พลิกขั้ว(L455F + F456L) มีความน่ากังวลมากกว่าโอมิครอน BA.2.86 (ชื่ออย่างไม่เป็นทางการ“พีโรลา/Pirola”) ที่จะมีการแพร่ระบาดมาแทนที่โอมิครอน EG.5.1 ที่เป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้เนื่องจากพบว่าโอมิครอน BA.2.86
- หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน (ในหลอดทดลอง) ได้ไม่ดีนักเมื่อเทียบกับโอมิครอน XBB.1.5, EG.5.1 (XBB.1.9.2.5.1) และ โอมิครอนในกลุ่ม Flip ที่มีการกลายพันธุ์คู่-พลิกขั้ว(L455F + F456L) ซึ่งพบโอมิครอนในกลุ่ม Flip จะหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุด
- โอมิครอน BA.2.86 มีลักษณะของส่วนหนามคล้ายโอมิครอนสายพันธุ์ดั้งเดิม BA.1, BA.2 และแตกต่างจากโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย XBB และแตกต่างไปจากโอมิครอนในกลุ่มการกลายพันธุ์คู่-พลิกขั้ว (Flip)
- โอมิครอน BA.2.86 มีความสามารถในการหลอมรวมผนังเซลล์เข้าด้วยกันใกล้เคียงกับโอมิครอนสายพันธุ์ดั้งเดิม BA.1, BA.2 คือไม่ดีนักเมื่อเทียบกับโอมิครอนในกลุ่ม XBB และโอมิครอนในกลุ่ม Flip
- จากการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของโควิด-19 และแชร์ไว้บนฐานข้อมูลโควิดโลกจีเสส (GISAID) พบ โอมิครอน BA.2.86 ทั่วโลกเพียง 66 ราย ยังไม่พบในไทย ในขณะที่พบโอมิครอนในกลุ่ม Flip ทั่วโลกแล้วถึง 4,065 ราย พบในประเทศไทย 2 ราย (โอมิครอน HK.3)
ศาสตราจารย์ชาน-ลู (Shan-Lu Liu) มีความเชี่ยวชาญทางด้านไวรัสวิทยาระดับโมเลกุล(molecular virology) ปฏิสัมพันธ์ของไวรัสกับโฮสต์ (virus-host interaction) ภูมิคุ้มกันโดยกําเนิด (innate immunity) และการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ (cell signaling) ซึ่งมีผลงานตีพิมพ์มากมายเกี่ยวข้องกับไวรัสหลายชนิด เช่น เอชไอวี, อีโบลา, ไวรัสไข้หวัดใหญ่, ไวรัสซิกา, ไวรัสตับอักเสบ C, และไวรัสเรโทรวิรัสที่ก่อให้เกิดมะเร็งในแกะ