WHO ประกาศ โอมิครอนJN.1 เป็นสายพันธุ์น่าสนใจแต่ยังไม่เป็นภัยคุกคาม
องค์การอนามัยโลกโอมิครอน JN.1 เป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจ (Variants of Interest - VOI) แต่มีความเสี่ยงระดับต่ำในด้านสาธารณสุข ด้านสหรัฐฯพบผู้ป่วยติดเชื้อ JN.1 เพิ่ม 15%-29% ขณะที่ สิงคโปร์เพิ่ม 75% ย้ำยังไม่มีหลักฐาน แพร่กระจายหรือทำให้เกิดโรครุนแรงมากกว่าสายพันธุ์อื่น
จากกรณีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุให้โควิดโอมิครอนสายพันธุ์ JN.1 เป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจ (Variants of Interest - VOI)เพราะเป็นสายพันธุ์รุ่นลูกของโอมิครอน BA.2.86 ยังถือว่าไม่เป็นภัยต่อสุขภาพ
จากหลักฐานข้อมูลความเสี่ยงด้านสาธารณสุขโลกของโควิดโอมิครอน JN.1 ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ
ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) เปิดเผยเมื่อต้นเดือนธันวาคมว่า พบผู้ติดเชื้อโควิดโอมิครอน JN.1 ราว 15%-29% ของผู้ป่วยโควิดในสหรัฐฯ
แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าจะเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพจากโควิดกลายพันธุ์ที่ระบาดในปัจจุบัน
ด้านศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์เฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics เตือนการแพร่ระบาด JN.1 ที่สูงขึ้นในประเทศสิงคโปร์ ถึง 75% โดยมีการรายงานจากสาธารณสุขสิงคโปร์ ถึงจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มต่อเนื่อง 56,043 รายในวันที่ 3-9 ธันวาคม 2566 เทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้ามีผู้ติดเชื้อจำนวน 32,035 ราย ในขณะที่ประเทศไทยพบเพียงรายเดียว(จากฐานข้อมูลโควิดโลก (GISAID) อัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรายวันเพิ่มขึ้นจาก 225 ราย เป็น 350 ราย ในช่วงเวลาเดียวกัน คิดเป็น การเพิ่มขึ้น 55% ของจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
ขณะที่อัตราการเข้ารับการรักษาใน ICU รายวันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจาก 4 ราย เป็น 9 ราย คิดเป็น การเพิ่มขึ้น 125% ของจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาใน ICU แม้จำนวนยังไม่มากแต่ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด โดยส่วนใหญ่ของผู้ป่วยติดเชื้อจากโอมิครอน JN.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน BA.2.86 ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลชัดเจน (ในสิงคโปร์) ว่าโอมิครอน BA.2.86 หรือ JN.1 มีความสามารถในการแพร่กระจายหรือทำให้เกิดโรครุนแรงมากกว่าสายพันธุ์อื่นที่กำลังแพร่ระบาดหรือไม่
อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์แนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยในที่ที่มีคนพลุกพล่านแม้ว่าจะไม่ป่วย โดยเฉพาะในที่ปิดหรือเมื่อไปเยี่ยมหรือมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลที่มีความเสี่ยง และถือว่าการฉีดวัคซีนเป็นการป้องกันหลักต่อ โรคโควิด-19 และยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรครุนแรง อัตราการเข้าโรงพยาบาลลดลงอย่างมากในหมู่ผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่อง
อัปเดตสายพันธุ์โควิด19ไทยพบ XBB.1.9.2 มีสัดส่วนมากที่สุด 24.5%
อย่างไรก็ตาม โควิดโอมิครอน JN.1 ถูกพบครั้งแรกในสหรัฐฯ เมื่อเดือนกันยายน อ้างอิงจากข้อมูลของ CDC ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จีนพบผู้ติดเชื้อโควิดกลายพันธุ์ 7 รายในประเทศ
ขอบคุณข้อมูลจาก : กองหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ Center for Medical Genomics
ไทยพบโอมิครอน JN.1“พิโรลา” แล้ว 1 ราย อัตราแพร่เชื้อสูง-อาการไม่รุนแรง
WHO เผยวัคซีนโควิด-19 เจนเนอเรชั่นล่าสุดกระตุ้นภูมิได้หลายสายพันธุ์