โควิดไทย 10 จังหวัดป่วยสูงสุด กทม.ครองแชมป์ที่ 1 ขอนแก่นพุ่ง 1,174 ราย
ศบค.รายงานสถานการณ์โควิด-19 ติดเชื้อใหม่ 25,140 ราย ป่วยหนัก 1,899 ราย ด้านโฆษกรัฐบาลโต้ข่าวปลอม ย้ำวัคซีนเข็มกระตุ้นยังจำเป็น ลดเสี่ยงเสียชีวิตถึง 41 เท่า
ศูนย์ข้อมูลโควิด-19 รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 วันที่ 8 เมษายน 2565 ยอดผู้ติดเชื้อรวม 25,140 ราย จำแนกเป็น ผู้ป่วยจากในประเทศ 25,040 ราย และผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 100 ราย หายป่วยกลับบ้าน 24,854 ราย ผู้ป่วยกำลังรักษา 248,254 ราย และเสียชีวิต 89 ราย ผู้ป่วยปอดอักเสบรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 1,899 ราย เฉลี่ยจังหวัดละ 25 ราย อัตราครองเตียง ร้อยละ 28.4 ส่วนผู้ป่วยสะสม (ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.65) 1,609,613 หายป่วยสะสม (ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.65) 1,390,423 ราย
สำหรับ 10 จังหวัดยอดติดเชื้อสูงสุด
1.กรุงเทพมหานคร 3,078 ราย
2.ชลบุรี 1,225 ราย
3.ขอนแก่น 1,174 ราย
4.สมุทรปราการ 856 ราย
5.นครศรีธรรมราช 848 ราย
6.นนทบุรี 806 ราย
7.สมุทรสาคร 703 ราย
8.นครปฐม 668 ราย
9.ราชบุรี 631 ราย
10.อุดรธานี 537 ราย
ทั้งนี้ จังหวัดลำพูน เป็นเพียงจังหวัดเดียวที่วันนี้ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่ม
ขณะที่รายงานภาพรวมการฉีดวัคซีนโควิด-19 (28 ก.พ. 2564 - 6 เม.ย. 2565) รวม 130,662,007 โดส ใน 77 จังหวัด
ภาพรวมยอดฉีดวัคซีน วันที่ 7 เมษายน 2565 ยอดฉีดทั่วประเทศ 108,279 โดส
เข็มที่ 1 : 23,047 ราย สะสม : 55,809,207ราย
เข็มที่ 2 : 17,790 ราย สะสม : 50,471,709 ราย
เข็มที่ 3 : 67,442 ราย สะสม : 24,381,091 ราย
เปิดวิธียื่นคำร้องขอรับ “เงินช่วยเหลือ” กรณีเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากวัคซีนโควิด-19
จิตแพทย์เผยปัจจัย "เด็ก" ก่อเหตุรุนแรง แนะสร้างความเข้าใจภายในครอบครัว
โต้ข่าวปลอม ย้ำวัคซีนเข็มกระตุ้นยังจำเป็น ลดเสี่ยงเสียชีวิตได้ถึง 41 เท่า
ด้าน นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมห่วงใย และฝากย้ำเตือนไปยังพี่น้องประชาชนทุกคนให้เสพข่าวสารอย่างมีสติ จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ยืนยัน ว่าวัคซีนโควิด-19 ยังคงมีความจำเป็น
จากกรณีมีการเผยแพร่บทความในสื่อสังคมออนไลน์ สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นว่าไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้นั้น นายธนกรยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือจากทั้งภายในและต่างประเทศชี้ให้เห็นตรงกันชัดเจนว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น ยังคงมีความจำเป็น กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความรุนแรงของโรค และความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้
ทั้งนี้ 5 องค์กรวิชาชีพทางการแพทย์ ซึ่งมีสมาชิกเป็นแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 เป็นหลัก ประกอบด้วย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย สมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย สมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย และสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ออกประกาศร่วม เพื่อสนับสนุนการรับวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้สูงอายุ และกลุ่มที่มีโรคประจำตัว ควรรับวัคซีนเข็มกระตุ้น โดยระบุสาระสำคัญว่า
- 1.วัคซีนเข็มกระตุ้นสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์โอมิครอนได้เพิ่มขึ้น และป้องกันการเกิดโรคโควิด-19 ได้ดีกว่าการได้รับเพียง 2 เข็ม และลดอาการและความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ดีกว่าการได้รับเพียง 2 เข็ม
- 2.ยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า การได้รับวัคซีนที่มากเกินไปจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันที่ไม่ดีต่อร่างกาย หรือมีการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ มากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน แต่กลับพบว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ช่วยลดการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งลดการเกิดอาการภายหลังโควิด-19 (long COVID)
- 3.วัคซีนโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพต้านเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน ยังคงอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัย และยังไม่แน่นอนว่าจะสามารถผลิตใช้โดยทั่วไปได้เมื่อใด จึงมีความจำเป็นที่ต้องรับการกระตุ้นด้วยวัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตสำหรับสายพันธุ์ดั้งเดิมไปก่อนในปัจจุบัน
ประกอบกับ องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย แนะนำให้บุตรหลานพาผู้สูงอายุไปรับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อโควิด-19 พร้อมเผยการวิเคราะห์ล่าสุดในประเทศไทยชี้ว่า การรับวัคซีน 2 เข็มช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตได้ 6 เท่า และการรับวัคซีน 3 เข็มลดความเสี่ยงได้ถึง 41 เท่า
นายธนกร กล่าวอีกว่า การรับวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้นจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับทั้งตนเองและคนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อเยี่ยมเยือนญาติผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงรับเชื้อ และเสียชีวิตจากโควิด-19 สูงกว่าคนที่อายุน้อยกว่าอย่างมาก โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคปอด หรือมะเร็ง