วิธีรักษาโรคหลอดเลือดสมองตามระยะ เมื่อไหร่ที่ควรรับยาละลายลิ่มเลือด?
โรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุการเสียชีวิต อันดับ 2 ของคนไทย มีมักเกิดอาการขึ้นอย่างเฉียบพลัน และต้องรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันทีก่อนสมองตาย!
โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก ซึ่งมักเกิดอาการเฉียบพลัน ซึ่งมีวิธีการรักษาที่ครอบคลุม โดยจะแบ่งการรักษาตามระยะเวลาที่ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล เป็น 2 แบบ
แบบที่ 1: ผู้ป่วยที่มาถึงโรงพยาบาลก่อน 2 ชั่วโมง นับตั้งแต่มีอาการ
การที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้มาพบแพทย์ได้เร็ว ทำให้เนื้อสมองที่ขาดเลือดยังไม่ตายไปซะทั้งหมด
จึงมีการใช้ยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolytic drug) ที่อุดตัน เพื่อให้ก้อนเลือดละลาย และเปิดทางให้เลือดกลับมาเลี้ยงสมองบางส่วนที่ยังไม่ตาย ทำให้สมองกลับมาฟื้นได้อีกครั้ง
- ให้ยาละลายลิ่มเลือด
ปกติแล้ว ผู้ป่วยต้องได้รับยานี้ ภายใน 3 ชม.หลังจากมีอาการ แต่แพทย์จะต้องทำการตรวจวินิฉัยโรค ดูผลเลือด และภาพถ่ายสมองก่อนตัดสินใจให้ยา ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ชม. ยานี้มีข้อเสียคือ จะทำให้เลือดหยุดช้า ซึ่งทำให้เกิดอันตรายถ้าผู้ป่วยมีเลือดออกในร่างกาย จากสถิติแล้วการให้ยาครั้งเดียว ทำให้เกิดผลดีถึง 30% แต่ก็อาจจะมีเลือดออกในสมองได้ 7% และมีโอกาสเสียชีวิตจากยาได้ 3% ของจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับยาเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยา
แบบที่ 2: ผู้ป่วยที่มาถึงโรงพยาบาลหลัง 2 ชั่วโมงไปแล้ว นับตั้งแต่เริ่มมีอาการ
ผู้ป่วยกลุ่มนี้แทบจะเรียกได้ว่าเนื้อสมองที่ขาดเลือดตายไปแล้วเกือบทั้งหมด ทำให้การใช้ยาละลายลิ่มเลือดไม่มีผลต่อการฟื้นตัวของเนื้อสมอง และยังทำให้มีโอกาสเลือดออกในสมองเพิ่มขึ้นได้อีก จึงห้ามใช้ยาละลายลิ่มเลือด โดยจะให้ยาเหล่านี้แทน
- ยาต้านเกล็ดเลือด
ยาต้านเกล็ดเลือดภายใน 48 ชม.แรกหลังจากมีอาการจะช่วยลดโอกาสการเป็นซ้ำได้ประมาณ 25% เพราะผู้ป่วยที่มีอาการหลอดเลือดสมองอุดตัน ในช่วงอาทิตย์แรก จะมีโอกาสเป็นซ้ำได้ประมาณ10% ยากลุ่มนี้ คือแอสไพริน (aspirin) คลอพิโดเกล (clopidogrel) ไดไพริดาโมล (dipyridamole) ผสมกับแอสไพริน ไซลอสตาซอล (cilostazol) และไตรฟูซอล (trifuxal)
วิธีตรวจความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง สาเหตุตายอันดับ 2 รองจากมะเร็ง!
- ให้ยาป้องกันเลือดแข็งตัว (Anticoagulant)
ยากลุ่มนี้จะใช้ในกรณีที่มีการอุดตันของหลอดเลือดที่เกิดจากก้อนเลือดในช่องหัวใจหลุดออกมาติดในหลอดเลือดสมอง และจะใช้กับเคสที่หลอดเลือดสมองที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ระยะเวลาที่เริ่มใช้นั้นจะขึ้นอยู่กับแพทย์ และยังมีการใช้ป้องกันหลอดเลือดดำที่ขาอุดตันจากการเป็นอัมพาตได้ด้วย ยากลุ่มนี้จะมีทั้งแบบฉีด เฮบปะริน (heparin) และแบบทาน วอร์ฟาริน (warfarin)
- ให้ยาลดความดันเลือด
ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะมีความดันสูงกว่าปกติ ซึ่งความดันที่สูงมากอาจทำให้เลือดออกในเนื้อสมองส่วนที่ตายแล้ว หรือทำให้สมองบวเพิ่มขึ้น แพทย์เลยมักจะให้ยาลดความดันเมื่อความดันสูงกว่า 220/120 มม.ปรอท และในกรณีที่จะให้ยาละลายลิ่มเลือด (throbolytic drug) แก่ผู้ป่วย ควรจะลดความดันเมื่อความดันสูงกว่า 185/110 มม.ปรอท
- ยาป้องกันเซลล์ในสมองตาย หรือยาบำรุงเซลล์ในสมอง
มีการศึกษาการใช้ยากลุ่มนี้มานานหลายปีและหลายสิบชนิด เช่น ยาซิติโคลีน (Citicoline) และ ยานิวโรเปปไทด์ ซึ่งผลการศึกษาบอกว่ามีผลดี แต่ก็ยังไม่ค่อยชัดเจน และมีผลข้างเคียงน้อยมาก โดยต้องให้ตั้งแต่เริ่มมีอาการใหม่ๆ นอกจากนี้ยังมีความพยายามศึกษายาตัวใหม่ ในกลุ่มนี้อยู่เรื่อยๆ
ทั้งนี้ในผู้ที่มีความเสี่ยงควรควบคุมโรคประจำตัวให้สงบและพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันอันตรายถึงชีวิต
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลพญาไท 1
กินของหวานก่อนนอน เสี่ยงแก่เร็ว ฝันร้าย บั่นทอนสุขภาพ!
กินเห็ดพิษ! เสียชีวิตรายแรกของปี ย้ำไม่รู้จักไม่ควรกินเด็ดขาด