โนโรไวรัส VS โรต้าไวรัส สาเหตุท้องเสียในเด็ก ระบาดหนักหน้าหนาว
โนโรไวรัส และ โรต้าไวรัส เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย ที่พบมากในช่วงหน้าหนาวเป็นประจำ และโดยมากพบผู้ป่วยเป็นเด็กเล็ก ซึ่งทางการแพทย์ยังไม่มีวัคซีนและยารักษาโดยตรง เน้นการรักษาแบบประคับประคอง หากอาการไม่หนักสามารถหายเองได้ แนะวิธีป้องกัน ลดการปนเปื้อนของเชื้อ
โนโรไวรัส (Norovirus) และ โรต้าไวรัส (Rotavirus) เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย อุจาระร่วงที่มักพบบ่อยในช่วงหน้าหนาว โดยเฉพาะโนโรไวรัส ที่ไม่ใช่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่พบบ่อยที่สุดในโลก การติดเชื้อไวรัสชนิดนี้จะเกิดขึ้นจากการรับประทานอาหาร น้ำดื่มที่มีเชื้อนี้ปนเปื้อน หรือผ่านการสัมผัสกับพื้นผิวที่มีการปนเปื้อน เปิดข้อแตกต่างระหว่างสองโรคนี้แตกต่างกันอย่างไร
Magnific/freepik
เด็กท้องเสีย
โนโรไวรัส VS โรต้าไวรัส
โนโรไวรัส (Norovirus)
เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร ไวรัสชนิดนี้ระบาดได้ง่ายและรวดเร็วแม้ร่างกายได้รับเชื้อในปริมาณเพียงเล็กน้อย ที่สำคัญทนต่อความร้อนและน้ำยาฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้ดี ดังนั้นเมื่อเกิดการปนเปื้อนของโนโรไวรัสในอาหารและน้ำดื่ม จึงทำให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน และสามารถติดต่อกันได้ง่าย เนื่องจากใช้เวลาเพียงไม่นานในการแพร่กระจายเชื้อ ไวรัสนี้พบระบาดได้มากในฤดูหนาว ติดต่อได้ง่ายในสภาพอากาศเย็น และทำให้เกิดโรคทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ระยะฟักตัว ภายใน 24 – 48 ชั่วโมง
อาการโนโรไวรัส ที่พบบ่อย
- ถ่ายเหลวเป็นน้ำ
- ปวดท้อง คลื่นไส้
- อาเจียน ปวดศีรษะ
- ไข้ต่ำ
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย
- อ่อนเพลีย
ตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อโนโรไวรัส ทำได้โดยการเก็บตัวอย่างอุจจาระเพื่อส่งตรวจพิเศษกับห้องปฏิบัติการ หากพบว่าติดเชื้อโนโรไวรัส แพทย์จะทำการดูแลรักษาตามอาการเป็นสำคัญ หากเด็กมีภูมิต้านทานที่ดีอาการจะดีขึ้นและหายได้เองภายใน 2 – 3 วัน หากเด็กเกิดการขาดน้ำอาจทดแทนด้วยการดื่มน้ำเกลือแร่หรือการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด รับประทานอาหารอ่อน ๆ หรือให้ยาแก้อาเจียนและยาแก้ปวดท้อง แต่ถ้าเด็กภูมิต้านทานต่ำ มีอาการรุนแรงถึงขั้นถ่ายตลอดเวลาต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะอาจเกิดการช็อก ความดันต่ำ และเสียชีวิตได้
การติดต่อของโรคเชื้อโนโรไวรัส
- รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโนโรไวรัส พบบ่อยในน้ำดื่ม น้ำแข็ง ผักผลไม้สด หอยนางรม เป็นต้น
- เด็กจับหรือสัมผัสกับสิ่งของที่มีเชื้อโนโรไวรัสแล้วเอานิ้วเข้าปาก
- สัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง
โรต้าไวรัส (Rotavirus)
เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อและโรคติดต่อ ทำให้เกิดการอักเสบในกระเพาะอาหารและลำไส้ ผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำปริมาณมาก มักมีอาการอาเจียน มีไข้และปวดท้องร่วมด้วย ซึ่งแม้จะพบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ซึ่งทำให้เกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ แต่ในผู้ใหญ่นั้นก็สามารถติดเชื้อไวรัสโรต้านี้ได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ส่วนใหญ่จะมีอาการรุนแรงน้อยกว่าในเด็กเล็ก และมีเพียงบางรายเท่านั้นที่มีอาการรุนแรงมากสำหรับไวรัสชนิดนี้เชื้อจะเจริญเติบโตได้ดีและทนต่อสภาพแวดล้อมได้นาน โดยเฉพาะในที่แห้งและเย็น ดังนั้นจึงพบการติดเชื้อนี้ได้มากในฤดูหนาว โดยส่วนใหญ่จะพบในสถานที่ที่มีคนอาศัยอยู่รวมกันมากๆ เช่น โรงเรียน สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งการแพร่เชื้อของไวรัสชนิดนี้นั้นสามารถติดต่อกันได้หลายช่องทาง ทั้งการปนเปื้อนเชื้อในอาหาร น้ำดื่ม การสัมผัส ผ่านเข้าทางช่องปาก ซึ่งเชื้อจะไปเจริญอยู่ที่ผนังลำไส้ เกิดการอักเสบของเยื่อบุผนังลำไส้ ทำให้ไม่สามารถดูดซึมน้ำหรือสารอาหารได้ เกิดเป็นอาการท้องเสียฉับพลัน และยังสามารถแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นได้ทางอุจจาระ หรือที่เรียกว่า fecal-oral route
อาการแสดงของการติดเชื้อมักเกิดขึ้นหลังได้รับเชื้อประมาณ 1-6 วัน
อาการโรต้าไวรัส
- ท้องเสีย
- คลื่นไส้
- อาเจียน
- ปวดศีรษะ
- มีไข้ ปวดท้อง อ่อนเพลียร่วมด้วย
ซึ่งสามารถหายได้เองหากไม่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น ในกรณีที่มีอาการรุนแรง จะถ่ายเหลวเป็นน้ำปริมาณมาก อาจจะถึง 10-20 ครั้งต่อวัน ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้เลย จนทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ และเกลือแร่ในร่างกาย บางรายเกิดภาวะช็อก เป็นสาเหตุให้อวัยวะต่างๆ ทำงานล้มเหลว เช่น ไตวายเฉียบพลัน หัวใจเต้นผิดปกติ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก หรือผู้ใหญ่ที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องต้องระวัง!
โนโรไวรัส และ โรต้าไวรัส ยังไม่มีวัคซีนและยารักษาแบบเจาะจง
ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสโดยเฉพาะเพื่อขจัดเชื้อไวรัสนี้ ฉะนั้นการดูแลสุขอนามัย และอาหารการกินให้ปลอดภัยจึงสำคัญ อย่างไรก็ตามถึงแม้ 2 โรคนี้จะพบมากในเด็กแต่ผู้ใหญ่เองก็เป็นได้ การสำคัญล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัสต่างๆได้
หน้าหนาวทำไมท้องเสียบ่อย ? เผยอาการท้องเสียเฉียบพลันไวรัสโรต้า
ป้องกันระวังติดเชื้อไวรัส
- ก่อนทานหรือหยิบจับอาหารและหลังเข้าห้องน้ำต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง
- การล้างมือให้สะอาดต้องล้างด้วยน้ำสบู่ โดยให้น้ำไหลผ่านไม่ต่ำกว่า 15-20 วินาที
- ดื่มน้ำที่สะอาด เลือกรับประทานอาหารที่สุก สะอาด สดใหม่ ไม่มีแมลงวันตอม
- เลี่ยงการหยิบจับหรือทำอาหารให้ผู้อื่น
- ใช้ช้อนกลางหากต้องรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
ท้องร่วงรักษาได้...ให้ปฏิบัติดังนี้
ส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคท้องร่วงจะสามารถหายได้เอง โดยอาการจะเริ่มดีขึ้นภายใน 2-3 วัน แต่ในระหว่างนั้นควรปฏิบัติตัวเพื่อบรรเทาอาการท้องร่วงร่วมด้วย ดังนี้
- ควรดื่มน้ำให้มากๆ และดื่มเกลือแร่ (ORS) เพื่อชดเชยน้ำการสูญเสียน้ำจากการขับถ่าย
- งดอาหารรสจัด และอาหารที่มีกากใยสูง ควรเลือกอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย และปรุงสุกเท่านั้น
- หมั่นสังเกตดูสีของปัสสาวะ หากยังมีสีเข้มอยู่ แสดงว่ายังดื่มน้ำไม่เพียงพอ ควรดื่มน้ำเปล่า หรือน้ำเกลือแร่เพิ่มขึ้น
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาหยุดถ่าย เพราะจะทำให้ลำไส้เก็บเชื้อโรคเอาไว้เป็นเวลานาน
หากปฏิบัติตามดังนี้แล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ถ่ายเป็นมูกเลือด ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีก่อนที่จะเกิดภาวะช็อกหรือหมดสติ
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพ,โรงพยาบาลเปาโลสมุทรปราการและ โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์
อาหารเสี่ยงท้องเสียหน้าร้อน เช็กก่อนกินลดท้องร่วงร่างกายขาดน้ำอันตราย!
หน้าหนาวปรับตัวไม่ทัน เช็ก 6 โรคที่ต้องระวัง ป่วยง่ายกว่าฤดูอื่น