เช็ก 6 พฤติกรรมเสี่ยง "ความดันโลหิตสูง" แนะวิธีดูแลตนเองเมื่อป่วย
เช็กพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่โรคความดันได้ พร้อมแนะวิธีปฏิบัติเมื่อตนเองและคนรอบข้างป่วย
ความดันโลหิตสูง เป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สำคัญทางสาธารณสุขที่ควรได้รับการเอาใจใส่ดูแล เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองและโรคไตวายระยะสุดท้าย
อีกทั้งหากปล่อยทิ้งไว้ให้อาจทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายเสื่อม เช่น มีโอกาสเป็นโรคหัวใจตีบตัน 3-4เท่า และโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน 7 เท่าของผู้ที่มีความดันปกติ และความดันจะเพิ่มขึ้นทุกๆ 10 มิลลิเมตรปรอทต่อปี หากไม่ได้รับการรักษา
เช็กวันหยุดเดือนพฤษภาคม 2565 มีวันไหนบ้าง
เช็กพฤติกรรมเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง
1. อ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน ทำให้ไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นผลมาจากการทานอาหารที่มีคอเรสเตอรอลสูง
2. ดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่อย่างหนัก
3. กินเค็มเป็นประจำ นอกจากอาหารรสเค้มแล้ว ยังมีอาหารหลายชนิดที่แฝงไปด้วยโซเดียมจำนวนมาก
4. ขาดการออกกำลังกาย ทานเยอะ ทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์เมื่อไม่ได้รับการเผาผลาญอย่างถูกต้อง สามารถก่อให้เกิดโรคได้
5. มีภาวะดื้ออินซูลินหรือเป็นเบาหวาน
6.ความเครียด เมื่อคุณมีความเครียดที่มากเกินไปทำให้มีส่วนเร่งให้เกิดความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้น
สำหรับพื้นฐานการดูแลสุขภาพที่สำคัญของการควบคุมความดันโลหิตสูง ได้แก่ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพของตนเองและการรักษาโดยการรับประทานยา การดูแลสุขภาพดังกล่าวจะทำให้ผู้มีภาวะความดันโลหิตสูงมีสุขภาพที่ดีขึ้น
การดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
1.อาหาร
หากรับประทานเนื้อสัตว์ ควรเป็นเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และควรรับประทานผักผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป เพราะผลไม้หลายชนิดมีรสหวาน หากเลือกรับประทานนมควรเป็นนมไขมันต่ำ
2.การออกกำลังกาย
ควรเลือกออกกำลังกายแบบแอโรบิค(Aerobic exercise) หรือการออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง ระดับการออกกำลังกายที่สามารถออกได้ คือเบาถึงปานกลาง หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หนักหรือหักโหม
3.บุหรี่และสุรา
ควรงดสูบบุหรี่และงดดื่มสุรา เนื่องจากทั้งบุหรี่และสุราส่งผลกระทบทางลบต่อสุขภาพและระดับความดันโลหิต
4.การใช้ยา
รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปรับยาเอง การรับประทานยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้รักษา
5.ควบคุมน้ำหนัก
พยายามควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสม
ขอบคุณข้อมูลสุขภาพจาก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี