ภายในงานสัมมนา ภาคธุรกิจไทยในวิถี “ยั่งยืน” ซึ่งเป็นงานที่ภาคธุรกิจจับมือกัน เพื่อพูดถึงวิกฤติปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาโรคระบาดโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจไทย และเป็นครั้งแรกที่องค์กรขนาดใหญ่ รวมตัวเพื่อความยั่งยืน สะท้อนเจตนารมณ์ต่อส่วนกลางให้ผ่านวิกฤต โควิด-19
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวปาถกฐาว่า วันนี้คนไทยต้องเข้าใจกันกับนโยบายและโครงการต่างๆที่รัฐบาลทำ ไม่มีใครได้มากได้น้อย ส่วนเรื่องทุจริตคอรัปชันถ้ามีข้อมูลก็ให้แจ้งมา ตัวอย่างก็มีอยู่แล้ว และช่วงนี้ไม่ให้สัมภาษณ์เรื่องการเมืองเพราะเห็นเรื่องต่างๆ ยุ่งวุ่นวายพอแล้ว พูดอะไรก็เป็นเรื่อง พร้อมฝากสื่อ อย่าจับเอาคำพูดของนายก ไปพาดหัวนำเสนอ จนเกิดความวุ่นวายเข้าใจผิด ยืนยันนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ศัตรูของสื่อใดทั้งสิ้น และไม่ได้จำกัดความคิดของสื่อ แต่จะเขียนอะไรก็ให้ระวังไม่ใช่ระวังนายกรัฐมนตรี แต่ระวังประเทศชาติจะวุ่นวาย โดยช่วงหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ พูดว่า ผมมีอำนาจก็เหมือนไม่มีอำนาจ ผมอยากได้ความร่วมมือความเข้าใจจากประชาชน
ส่วนเรื่องงบประมาณก็ต้องจัดสรรอย่างเพียงพอ ปีนี้งบประมาณ ต้องจัดสรรเพิ่มเพราะประชากรเพิ่ม ส่วนที่มองว่างบประมาณติดขัดจนเป็นปัญหา เอามาใช้ไม่ได้ ต้องย้อนกลับไปดูว่าติดขัดจุดไหนทำตามขั้นตอนถูกต้องหรือไม่ เพราะหากครบถ้วนรัฐบาลก็ปลดล็อกให้ เพราะเงินที่นำมาให้กู้เป็นของธนาคารพาณิชย์ที่เป็นเงินฝากของประชาชน ซึ่งนายกจะไปสั่งธนาคารไม่ได้ ทุกคนต้องเข้าใจ เพราะทุกการทำงานต้องมีอุปสรรค
ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรี พูดถึงปัญหาการลงทะเบียน คนละครึ่ง ที่ระบบล่มทันทีเมื่อเปิดลงทะเบียน แล้วมาด่ารัฐบาล ว่าแย่ ใช้การไม่ได้ โดยยืนยันว่า หากคนแห่เข้าไปใช้จำนวนมากระบบก็รับไม่ไหว ซึ่งทั้งหมดถ้าเข้าไม่ถึงรัฐบาลก็ต้องดูแลอยู่ดี ถ้าโครงการดีรัฐบาลก็ทำต่อ แต่ไม่เป็นไรรัฐบาลก็ต้องยอมรับทุกอย่างแต่ขอให้เข้าใจกันบ้าง
ส่วนในของการสัมมนา “ธุรกิจไทยในวิถียั่งยืน” ที่มีผู้ร่วมสัมมนาจากภาคส่วนต่างๆ นายกลินทร์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่ภาคธุรกิจจะทำเดินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ต้องคำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยจำเป็นต้องมีการมีส่วนร่วมจากคนในท้องถิ่น เครือข่าย และไม่ให้ภาคส่วนใดได้รับเดือนร้อน โดย 3 ส่วนที่จะผลักดันให้เกิด คือ รัฐ เอกชน และ ประชาสังคม
ด้าน นายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อพูดถึงสิ่งแวดล้อม ภาคอุตสาหกรรม มักถูกมองเป็นจำเลย ทางภาคอุตสาหกรรมจึงต้องให้ความสำคัญในการสร้างความยั่งยืน โดยที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมฯ มีสถาบันบรรจุภัณฑ์รีไซเคิล เพื่อสร้างโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน และสร้างความรู้ ความเข้าใจให้ผู้ประกอบการและผลักดันให้เกิดขึ้นจริง
นอกจากนี้ที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมฯ ได้ผลักดันให้เกิด อุตสาหกรรมโรงงานสีเขียว หรือ Green Factory ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกิดขึ้นแล้ว 247 โรงงาน และมีเป้าหมายระยะยาว ผลักดันโรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม100% เป็น Green Factory