ตร.ซ้อมปิดแยกคอกวัว รับม็อบวันนี้ วางลวดหนาม-รั้วสังกะสี-รถเมล์ติดแอร์

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ตำรวจจัดกำลัง 34 กองร้อย หรือ 5,100 นาย รับมือ 20 เครือข่าย ประกาศจัดการชุมนุมวันนี้ ด้านตำรวจซ้อมปิดแยกคอกวัว รับม็อบเฟส วางลวดหนาม รั้วสังกะสี พร้อมรถเมล์ติดแอร์

เมื่อเที่ยงคืนที่ผ่านมา ที่บริเวณแยกคอวัว ถนนราชดำเนินกลาง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ นำรถเมล์ประจำทางปรับอากาศ สีเหลือง จำนวน 4 คันมาจอดปิดถนนราชดำเนินกลาง ฝั่งขาเข้า พร้อมกับนำรั้วลวดหนาม หีบเพลง มาวางเป็นแนวกั้น

ส่วนที่บริเวณบนฟุตบาธริมถนนมีแนวกั้นสังกะสีมาวางปิดไว้เช่นกัน ทำให้ประชาชนไม่สามารถเดินผ่านไปได้ โดยระหว่างที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการอยู่นั้นได้มีประชาชนบางส่วนเข้ามาดูสังเกตุการณ์ นอกจากนี้ที่บริเวณเกาะกลางถนนเจ้าหน้าที่ได้นำเอาแผงเหล็กมาวางเป็นแนวยาวระยะทางกว่า 300 เมตร จากอนุสาวรีย์ประชาธิไตยไปจนถึงแยกคอกวัว โดยนำลวดสลิงมาผูกมัดไว้เพื่อสร้างความแข็งแรง

สอบถามเจ้าหน้าที่ ทราบว่าว่าการปิดถนนครั้งนี้มีทั้งหมด 2 จุด คือ แยกคอกวัวและบริเวณสะพานผ่านฟ้า โดยใช้รถเมล์ จำนวน 8 คัน เข้าปิดถนน ซึ่งแต่ละจุดจะใช้รถเมล์ประจำทาง 4 คัน ตามด้วยรั้วลวดหนาม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการซักซ้อมเท่านั้น

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงเคลื่อนรถเมล์และเก็บลวดหนามออกพ้นพื้นที่ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงเปิดการจราจร บริเวณถนนราชดำเนิน ขาเข้า ให้ใช้งานได้ตามปกติ โดยคาดว่าการซักซ้อมวางแนวกั้นดังกล่าว เป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกลุ่มผู้ชุมนุม ที่มีการนัดรวมตัวในวันนี้หลายจุด

จากกรณีเฟซบุ๊ก Mob Fest โพสต์ข้อความนัดชุมนุมจากกลุ่มภาคีนักเรียน นักศึกษาและประชาชน กว่า 20 เครือข่าย วันที่ 14 พ.ย. เวลา 14.00 น. อาทิกลุ่มนักเรียนเลว จัดกิจกรรมหน้ากระทรวงศึกษาธิการ จากนั้นจะเดินขบวนมายังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มผู้หญิงปลดแอก จัดกิจกรรมบริเวณแยกคอกวัว และม็อบแฟลช จัดกิจกรรมบนทางเท้าหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ส่วนที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล วานนี้ (13 พ.ย.)พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมด้วย พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงการเตรียมความพร้อมในการดูและรักษาความปลอดภัยการชุมนุมในวันที่ 14 พ.ย.

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้จัดผู้รับผิดชอบเหตุการณ์ แบ่งออกเป็น 3 โซนใหญ่ๆ โซนที่ 1 ถนนราชดำเนินกลาง ตั้งแต่บริเวณแยกพระบรมรูปทรงม้า, แยก จปร., แยกมัฆวานฯ ไปจนถึงแยกผ่านฟ้าฯ และอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย บริเวณแยกคอกวัวและใกล้เคียง เป็นเขตพื้นที่ของกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 เป็นหน้าที่ของ พ.ต.อ.อรรถวิทย์ สายสืบ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 1 , โซนที่ 2 เป็นพื้นที่สำคัญ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และบริเวณโดยรอบไปจนถึง ถนนราชดำเนินและสนามหลวง เป็นพื้นที่รับผิดชอบของ พล.ต.ต.เมธี รักพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 6 และยังมีอีก 1 ชุดในการแก้ไขปัญหากรณีมีผู้ชุมนุมออกนอกพื้นที่ที่ได้พูดคุยกันไว้ หรือจัดการชุมนุมในที่อื่น จะมีชุดเคลื่อนที่เร็วของ พล.ต.ต.สหรัฐ ศักดิ์ศิลปะชัย รองผู้ญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งเบื้องต้นจะใช้กำลังตำรวจในการดูแลความเรียบร้อย ทั้งหมด 34 กองร้อย หรือ 5100 นาย

เบื้องต้นจะไม่วางเครื่องกีดขวางจราจรดังกล่าว มีแต่บางจุดเจ้าหน้าที่ตำรวจจะตั้งแถวเพื่อแจ้งเตือนประชาชนบริเวณโดยรอบ ส่วนการแจ้งการชุมนุมนั้นมีเพียงกลุ่มผู้จัดกิจกรรมคอสเฟสติวัลที่แจ้งจัดการชุมนุม เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบเงื่อนไขตามกฎหมายพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ส่วนกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นเด็กและเยาวชนนั้น ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามหลักการว่าด้วยเรื่องสิทธิและเสรีภาพ โดยเฉพาะการดำเนินการกับเด็กและเยาวชน โดยไม่ใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด

ขณะที่การดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมราษฎร 63 ที่มีการจัดชุมนุมราษฎรสาส์น เมื่อวานที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา นำตู้ไปรษณีย์จำลองมาใช้ในการชุมนุมล่าสุดนั้น พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า การดำเนินคดีแบ่งออกเป็น 2 คดี คือ คดีแรกเป็นคดีพื้นที่สน.สำราญราษฎร์ ความผิดฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ มีผู้ถูกดำเนินคดีทั้งหมด 14 ราย ส่วนในพื้นที่สน. ชนะสงคราม เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ความสะอาด ซึ่งกรุงเทพมหานครได้มาแจ้งความร้องทุกข์เรียบร้อย มีผู้กระทำความผิด 3 คน เป็นผู้นำเอาตู้ไปรษณีย์สีแดงเข้ามาในพื้นที่ เมื่อดำเนินการเกี่ยวกับความผิดตาม พ.ร.บ. ความสะอาดแล้วจะส่งพยานหลักฐานไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสน.สำราญราษฎร์ตรวจสอบว่าข้อความในจดหมายนำไปประกอบความผิดที่เกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.การชุมนุม

ซึ่งการการนำรถประจำทางมาใช้เป็นเครื่องกีดขวางการชุมนุมนั้น ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้มีการหารือกับผู้แทนของขสมก. เรียบร้อยแล้ว ขอให้ขสมก.ไม่ต้องกังวลปัญหาดังกล่าว ส่วนกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการนำรถขสมก.มาใช้นั้น ไม่ว่าขสมก.จะวิ่ง หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจนำมาใช้ปฏิบัติราชการ หากมีผู้หนึ่งผู้ใดนำมาใช้ให้เกิดความเสียหายผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตตำรวจนำมาใช้นั้น ได้พิจารณาตามความเหมาะสมแล้วโดยเป็นหน่วยงานรัฐด้วยกันจึงประสานงานให้ขออนุญาตนำมาใช้โดยการหารือกับทางขสมก.

ด้านนายอานนท์ นำภา แกนนำราษฎร 2563 โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "รัฐพยายามบอกว่าราษฎรอ่อนแรงลง รัฐก็ลองทำอะไรโง่ๆ จังๆ อีกสักครั้งนึงสิครับ จะได้รู้ว่าที่เคยเห็นมันยังไม่ใช่จุดสูงสุดของการชุมนุม ไม่เชื่อลองถามคนข้างๆ ดู ถามลูกหลานของท่านดู ว่าเขาไปม็อบมาหรือเปล่า จุดสูงสุดของการชุมนุมยังไม่เกิด เพราะเงื่อนไขและปัจจัยยังไม่สุกงอม ซึ่งเราไม่ได้รอการสุกงอม แต่เราจะขย่มไปเรื่อยๆ เมื่อยก็พัก และก็มาขย่มอีกครั้ง นี่แค่การสลัดความกลัวออกมาเดินตามหาอนาคต และนี่แค่การเริ่มต้น !!!"

อย่าไงไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รายงานประเมินการชุมนุมของกลุ่มราษฎร เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่ามวลชนอ่อนแรงลง

 

 

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ