นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ที่ระบุว่า ตัวเองจะเดินทางไปยื่นคำร้องขอตรวจสอบหลักฐานการยืนยันรายชื่อของประชาชนที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกับ โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw) ต่อประธานรัฐสภาในวันที่ 16พ.ย. 2563 เวลา 10.00น.
เนื่องจากส่วนตัวสงสัยว่า ตามที่ไอลอว์อ้างว่า รวบรวมรายชื่อ จำนวน 100,732 รายชื่อ เพื่อใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ม.256(1) ในการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนโดยตามเงื่อนไขจะต้องเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 5 หมื่นรายชื่อโดยเมื่อทางสภาฯ ตรวจสอบแล้ว พบว่า ผู้ร่วมลงชื่อจริงมีเพียง 98,824 คนเท่านั้น และมีผู้ถอนชื่อไปอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนตัวจึงสงสัยว่า มีรายชื่อปลอมเพิ่มเติมอีกหรือไม่ เพราะจะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ.2556 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ซึ่งหากเป็นเช่นนั่น จะเร่งรัดให้มีการดำเนินคดี
สำหรับประเด็นการถอนรายชื่อ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ ได้ทำความเข้าใจกับประชาชนที่ร่วมลงชื่อมาเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมาแล้วระยะหนึ่งโดยได้ใช้ทั้งช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัวและของไอลอว์ มีเนื้อหาสำคัญระบุว่า ใครที่เข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ และได้รับจดหมายหนึ่งหน้าจากสภา ตามขั้นตอน “ไม่ต้องทำอะไรเลย” เพราะเมื่อมีบางคนตอบไป ทั้งที่ในข้อความนั้นบอกว่า การตอบคือการคัดค้านหรือถอนชื่อ หากไม่ต้องถอนชื่อหรือคัดค้าน การไม่ตอบจึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด หรือ จะฉีกทิ้งก็ได้
ส่วนความเคลื่อนไหวสำคัญในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 7 ฉบับของรัฐสภาในวันที่ 17 -18 พ.ย.นี้ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า เตรียมนัดหมายส.ส.ของพรรคประชุมในวันที่ 16 พ.ย. เพื่อกำหนดแนวทางลงมติว่าจะหลักการร่างใดบ้างในจำนวน 7 ร่าง โดยตามขั้นตอนของสภา รัฐสภาได้มีการอภิปรายไปแล้ว 6 ร่าง จึงจะไม่มีการอภิปรายอีก ส่วนร่างที่เสนอเข้ามาใหม่คือร่างที่ประชาชนลงชื่อเสนอให้รัฐสภาพิจารณา ที่เรียกว่าร่างไอลอว์ จะมีการอภิปรายแสดงความคิดเห็น หลังจากนั้นก็จะมีการลงมติว่าจะรับหรือไม่
ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะเปิดโอกาสให้ ส.ส. แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางเพื่อพิจารณาให้รอบด้านมากที่สุด ส่วนการลงมติว่าจะรับร่างใดบ้างนั้น เพื่อกำหนดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันมากที่สุด โดยยอมรับว่าผลการลงมติจากการประชุมในวันที่ 17-18 พ.ย.นี้ ไม่มีใครให้หลักประกันถึงผลลัพท์ได้ เพราะอาจมี “อภินิหารทางการเมือง” ทำให้เกิดเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนก็ได้ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ถ้าไม่มีอภินิหารอะไร อย่างน้อยที่สุดร่างของรัฐบาลและฝ่ายค้านน่าจะผ่านไปได้ แต่ก็ขึ้นอยู่ว่าจะมีเสียง ส.ว. ประมาณ 84 เสียงลงมติให้ผ่านหรือไม่ ซึ่งเบื้องต้นนายองอาจแสดงความเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะที่ความขัดแย้งยังแผ่กระจายไปเกือบทุกหย่อมหญ้าจึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะชี้ชะตาว่า ประเทศไทยจะจมปลักอยู่กับสถานการณ์เช่นเดิมหรือไม่