นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ และกวีซีไรต์ หนึ่งในสมาชิกวุฒิสภา ที่ลงมติรับหลักการร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่โครงการอินเทอร์เนตกฎหมายเพื่อประชาชน หรือไอลอว์ เป็นผู้เสนอ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับทีมข่าวพีพีทีวีว่า การลงมติวานนี้เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเอง และไม่ได้ทำเพื่อลบข้อครหาว่า ส.ว. ลงมติเป็นเนื้อเดียวกันหมด รวมถึงไม่ได้มีการพูดคุยกับ นายพีระศักดิ์ พอจิต และนายพิศาล มาณวพัฒน์ ส.ว.อีกสองคนที่ลงมติรับร่างของไอลอว์ ด้วยเช่นกัน
นายเนาวรัตน์อธิบายเพิ่มเติมว่า นอกจากอยากแสดงให้เห็นว่า ส.ว. มีเอกสิทธิเป็นของตนเองแล้ว อีกเหตุผลคือต้องการให้เกียรติและเปิดโอกาสให้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่มีการเข้าชื่อจากประชาชนเกือบ 1 แสนรายชื่อ และมีประชาชนเป็นผู้ชี้แจงต่อการอภิปรายรัฐสภา เข้าสู่การพิจารณา ซึ่งถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรก แม้จะไม่เห็นด้วยกับร่างของไอลอว์ทั้งหมด เพราะมีจุดบกพร่อง แต่สามารถแก้ไขร่างและนำมาเสนอใหม่ได้ ดีกว่าสู้กันในถนน รวมถึงต้องการแสดงจุดยืนสนับสนุนให้มีการตั้ง ส.ส.ร.
ส่วนการที่กลุ่มผู้ชุมนุมประกาศยกระดับการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง หลังร่างของไอลอว์ถูกตีตก และเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมตอบโต้ตำรวจ ช่วงค่ำวานนี้ นายเนาวรัตน์ มองว่า เป็นเพียงเกมการเมืองที่จะต่อรองอะไรกันบางอย่าง แต่การทำลักษณะนี้ ทำให้สูญเสียความชอบธรรมในการเรียกร้องพร้อมเปรียบว่าข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมเหมือนกินน้ำเห็นปลิง คือ ใสๆ แต่แฝงไปด้วยข้อต่อรองทางการเมือง จากผู้ที่เสียประโยชน์และหวังผลทางการเมือง และปัญหาตอนนี้คือความไม่เข้าใจของคนที่มีช่วงวัยและความเห็น ความเชื่อที่ต่างกัน
นอกจากส.ว.3 คนที่โหวตสวนมติพรรคแล้ว ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาล เพียงหนึ่งเดียวที่โหวตสวนมติพรรคร่วมรัฐบาลด้วยการรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง 7 ร่าง คือนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ โดยเขาที่ชี้แจงว่า ที่ทำแบบนั้นเพราะมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการสืบทอดอำนาจของ คสช. ซึ่งกลายเป็นชนวนเหตุของปัญหาความขัดแย้ง ดังนั้นจึงคิดว่าควรที่จะรับหลักการร่างแก้ไขทั้งหมด เพื่อเปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นายมงคลกิตติ์ ย้ำว่าการลงมติครั้งนี้เป็นเอกสิทธิของพรรคที่จะตัดสินใจ ซึ่งพรรคจะคำนึงถึงประโยชน์และความถูกต้องเป็นสำคัญ หากรัฐบาลทำถูกก็เห็นด้วย แต่ถ้าทำผิดก็ต้องมีการคัดค้าน พร้อมมองว่าการที่กลุ่มเสื้อเหลืองออกมาเคลื่อนไหว ไม่ใช่การปกป้องสถาบัน แต่เป็นการปกป้องอำนาจฝ่ายรัฐบาล