วันนี้ 2 มิ.ย. 2564 การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2565 ในวาระที่ 1 นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 65 ว่า ได้ฟังตลอด 3 วัน ทำไมคนเกือบครึ่งถึงสภาฯ ถึงไม่ยอมรับ พร้อมอธิบายว่า ตั้งแต่เกิดโรคโควิด ตั้งแต่ปลายปี 2562 เป็นช่วงที่อยู่ในปีงบประมาณ 2563 และตรวจพบนักท่องเที่ยวจีนติดเชื้อในประเทศคนแรก 13 ม.ค.2563 จากนั้นก็เกิดการระบาดในประเทศ 31 ม.ค. 2563 และพบเชื้อเรื่อยมาจนเกิดการประกาศล็อกดาวน์ในเดือนมี.ค.
แต่งบประมาณในปี 2563 ที่เป็นงบประมาณขาดดุล 4 แสนล้านบาท เป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ และเมื่อครบปีงบประมาณก็พบว่าประเทศไทยขาดดุลอย่างรุนแรงถึง 7 แสนล้านบาท นำไปสู่การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล ซึ่งถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญ แต่ก็ไม่ได้นำมาเป็นบทเรียน เพราะพบว่าในการจัดทำงบประมาณปี 2564 รัฐบาลทำงบประมาณแบบขาดดุล 6 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้ยังเหลือเวลาอีก 4 เดือนจะหมดปีงบประมาณ แต่ในรายงานสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง พบว่า 7 เดือน รัฐบาลจัดเก็บรายได้เพียง 1.22 ล้านล้านบาท ซึ่งถ้าเป็นในการทำธุรกิจเรียกว่า "เจ๊ง"
นายมิ่งขวัญ ยังระบุว่า ประเทศไทยมีรายได้จากการท้องเที่ยวเป็นหลัก แต่พบว่า ม.ค. - เม.ย. 64 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพียง 28,701 คน ซึ่งในสถานการณ์นี้เป็นไปไม่ได้ที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาได้ในช่วงปีนี้
และเมื่อมาดูงบประมาณปี 65 ที่ตั้งกรอบงบประมาณไว้ 3.1 ล้านล้านบาท แม้จะลดลงจากปีที่แล้ว แต่เป็นการทำนิติกรรมอำพราง และยังคงตั้งคาดการณ์รายได้ไว้ 2.4 ล้านล้านบาทเท่าเดิม และคาดการณ์งบขาดดุล 7 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัว สวนทางกับการจัดทำงบประมาณในวิกฤต โรคระบาดที่สูงที่สุด หากจะลดงบประมาณลงมาปี 65 ควรลดงบประมาณลงมาเหลือ 2.6 ล้านล้านบาท เพื่อทำให้ตัวเลขการขาดดุลลดลงเหลือประมาณ 6 แสนล้านบาท
นายมิ่งขวัญ ยังระบุว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณปี 2558 - 2564 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำงบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่องสูงสุด เกิน 4.18 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะขาดดุลเพิ่มขึ้น ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้แม้แต่ปีเดียว เพราะเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 8.4 ล้านล้านบาท และเงินเฟ้อยังเพิ่มสูงขึ้น จนกระทบค่าครองชีพของคนไทย หนี้ครัวเรือนก็พุ่งสูงจ่อทะลุ 91% ของรายได้รวมทั้งประเทศ ก่อให้เกิดปัญหาสภาวะความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น เกิดอาชญากรรมสูง เพราะคนไม่มีจะกิน
นายมิ่งขวัญ ยังตำหนิการจัดทำงบประมาณปี 65 ว่า จัดลำดับความสำคัญงบประมาณแต่ละกระทรวงไม่สมเหตุสมผลในการคิด และหาเงินเข้าประเทศ ใช้เงินไม่รู้จักหดตัวลงมา เพราะไม่มีจะกิน เหมือนคนที่คอยจะซื้อของแบรนด์เนมทั้งที่มีเงินเหลือน้อย พร้อมสรุปว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แม้เศรษฐกิจดี ไม่มีโควิด -19 ก็หาเงินไม่เก่ง มาเวลานี้ก็หาเงินไม่ได้ แต่ก็ยังใช้เงินเกินตัว จึงก่อให้เกิดหนี้มหาศาล อาจทำให้เศรษฐกิจพังในไม่ช้า
นายกฯ โต้ฝ่ายค้าน ยันงบกลาโหม น้อยกว่า สธ. ลั่น "ไม่มีการทุจริตเกิดขึ้นในรัฐบาลผม"
"ท่านอยู่มา 7 ปีเศษ 8 ปีงบประมาณ ได้พิสูจน์แล้วว่า ท่านว่าคน 7 ปีมันจะดูออกไหม ก็ดูออก เรื่องมันก็จบตรงที่ว่า ท่านอาจจะเป็นทหารที่เก่ง โอ้...ท่านมาแล้วสวัสดีนะครับท่านนายกฯ ผมจะบอกว่า ท่านไปไม่รอด ผมอยากจะเตือนท่านว่า ประเทศไทยได้เวลาเปลี่ยนแปลงแล้วครับ ท่านมาตอนประโยคที่ เดี๋ยวท่านปรี๊ดแตกแน่นอนครับ ถามว่าเปลี่ยนแปลงอย่างไร เปลี่ยนรัฐบาลครับ เปลี่ยนรัฐบาล รัฐมนตรีที่นั่งฟังอยู่ทั้งขโยงก็ อ้าวมายุ่งอะไรกับผมล่ะ งั้นง่ายที่สุดนะ ผมกราบเลยนะครับท่านนายกฯ ท่านดูหน้าผมสิครับ ผมกราบท่านนะครับ ท่านนายกฯ ลาออกเถอะ ให้คนอื่นเขาขึ้นมา ท่านจบอย่างสวยงามครับ ท่านเป็นชายชาติทหาร อีกไม่นานเราก็ไปแล้ว ไปหมายถึงทุกคนต้องตาย ให้เขาจดจำท่านในภาพดีๆ ว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พูดยังก้องอยู่ในหัวเลย ผมพอแล้ว ท่านอยู่ในสถานการณ์นี้ ประเทศนี้ไม่รอดหรอกครับ ถ้าเป็นหนังผมขอจบว่านี่ Ep.1 ครับ วันที่ 9 - 10 มิ.ย. เราเจอกันอีกครั้ง ท่านทานยาความดันให้ดี ๆ แล้วมาฟังครับ "
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังพูดจบปรากฏว่าเสียงออดเตือนเวลาดังขึ้นพอดี ทำให้นายมิ่งขวัญ กล่าวขึ้นว่า "ผมจบพอดีเลยครับครูแก้ว ขอบคุณมาก ๆ ครับ" ทำให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสถาผู้แทนราษฎร กล่าวขอบคุณ พร้อมกับชมว่าน่าเสียดาย เพราะเนื้อหาสาระดีมาก เพียงแต่ท่านบ่นเยอะไปหน่อย ถ้าเอาเวลาที่บ่นมาอภิปรายจะได้เยอะกว่านี้"
ทำให้นายมิ่งขวัญ ตอบโต้ว่า "ถ้าพูดจริง ๆ อย่าโกรธกัน ไม่รู้ว่าผมมา ยืนตรงไหน ท่านพูดหมด ยืนผิดที่หรือเปล่า เราสนิทกันส่วนตัว ทุกคนบอกให้ถอน ผมไม่ถอน ผมพูดความจริง อยากให้ดูซอฟต์โทนลง ขอโทษนะให้มันดูนุ่มครับ"