นายสาธิต เปิดเผยว่า เข้าใจได้ว่าสถานการณ์เป็นตัวชี้ทำให้คนเริ่มไม่มั่นใจ เมื่อไม่มั่นใจก็ไม่เชื่อมั่นในสิ่งที่รัฐบาลพูดถึงแม้รัฐบาล หรือกระทรวงสาธารณสุขจะพูดสิ่งที่เป็นจริงและพยายามบอกว่าแผนเป็นแบบนี้
"ความไม่เชื่อมั่นมันมีเป็นพื้นฐานจากตัวเลข จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็ต้องใช้เวลาในการเรียกความเชื่อมั่นกลับมา เป็นเรื่องปกติในทางการค้า ทางการจัดการอะไร เมื่อสูญเสียความเชื่อมั่น การทำงานยากขึ้น"
"รัฐมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวต้องทำ สื่อสารเพื่อให้คนมั่นใจมากขึ้น และเมื่อคนมั่นใจมากขึ้น และเขาเชื่อตามรัฐแนะนำ การดำเนินการทุกอย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้น" นายสาธิต กล่าว และว่า "รัฐต้องยอมรับความจริง"
นายสาธิต เปรียบสถานการณ์โควิดตอนนี้เป็น "ภูเขาน้ำแข็งที่กำลังละลาย" คนป่วยคือ น้ำที่กำลังไหลนองท่วมพื้น ภาครัฐต้องหาผ้ามาซับน้ำ โดยกระทรวงสาธารณสุข และ ศบค. ปรับแผนการจัดการโควิดเพิ่ม 2 แนวทาง คือ 1.ให้ผู้ป่วยกรณีมีเชื้อแต่อาการปกติกักตัวที่บ้าน หรือ Home Isolation หรือแยกกักตัวในชุมชน หรือ Community Isolation
นายสาธิต กล่าวต่อว่า ส่วนแนวทางที่ 2 คือ การใช้ชุดตรวจเร็ว Rapid Antigen Test เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจได้ โดยมีแนวคิดว่าชุดตรวจเร็วควรมีราคาถูกและเข้าถึงได้ง่าย บางพื้นที่รัฐอาจจะต้องตรวจฟรีให้ประชาชน เช่น พื้นที่เสี่ยง ชุมชนแออัด เพื่อคัดแยกคนป่วยกับไม่ป่วยออกมาให้เร็วที่สุด
นายสาธิตเชื่อว่า 2 แนวทางนี้ เป็นแนวทาง "กันตาย" หากทำได้ผู้เสียชีวิตจะลดลง
"อย่างน้องอีก 10 วันข้างหน้า อีก 2 อาทิตย์ข้างหน้า พ่วงกันกับการฉีดวัคซีนให้กับ 2 กลุ่มเสี่ยงในพื้นที่นี้ให้ได้เร็วที่สุด ต้องกำชับให้อย่าไปฉีดคนอื่น ต้องฉีดให้กลุ่มเสี่ยงคือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปกับ 7 กลุ่มโรคเสี่ยงให้ได้มากที่สุด ให้ได้เกือบ 100% ถ้าเราฉีดครบภายในระยะเวลาปลายเดือน (ก.ค.) นี้ ผมมั่นใจว่าภายใต้แผนนี้เราจะเห็นคนตายน้อยมาก อาจจะยังมีเคสติดอยู่ แต่เราไม่อยากเห็นเคสที่มีการเสียชีวิต 80, 90, 100" นายสาธิต กล่าว
จากสถานการณ์วิกฤตโรคระบาดทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ ถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ประเด็นนี้ นายสาธิต กล่าวว่า เวลาจัดตั้งรัฐบาลมาจากเสียงประชาชน ดังนั้นการวิจารณ์ว่าควรให้โอกาสรัฐบาลต่อไปหรือไม่ พรรคการเมืองต้องสะท้อนความคิดของประชาชน และต้องตัดสินใจ แต่หัวใจคือ หากตัดสินใจไปแล้วจะเกิดผลกระทบอย่างไรขึ้นอยู่กับสถานการณ์