วันนี้ 18 พ.ย. 2564 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐวุฒิ บัวประทุม รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล นำ ส.ส. ที่ทำงานเรื่องนี้ร่วมแถลง มองว่าคำวินิจฉัยนี้ อาจจะทำให้เกิดทางตัน แต่ยืนยันเดินหน้าผลักดันกฎหมายนี้ต่อ เรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองสนับสนุน
นายณัฐวุฒิ บอกว่า จากมติดังกล่าวมีนัย 3 ประการ คือ
1. การอธิบายในมาตรา 4 และมาตรา 5 ที่พูดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถ้าเกิดว่าไม่ได้ถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ อาจจะไม่ได้รับการคุ้มครอง
2. การบอกว่า บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะมาตรา 27 นั้นเขียนหลักการที่รองรับระหว่างเพศก็จริงอยู่ แต่มีอยู่วรรคหนึ่งที่บอกว่า ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน และมองว่าคำวินิจฉัยนี้ ศาลเห็นคำว่าเพศ ไม่ได้ไปไกลกว่าคำว่าชายหรือหญิง จึงเป็นเหตุมาสู่การตีความว่าบทบัญญัตินั้นไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
3. กรณีการคุ้มครองสิทธิและหน้าที่ของผู้มีความหลากหลายทางเพศนั้นเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรี รัฐสภา และหน่วยงานของรัฐจะต้องไปตรากฎหมายหรือออกบทบัญญัติแห่งกฎหมายต่อ แน่นอนว่าสังคมอาจตั้งคำถามว่านั่นหมายถึงการบีบและปิดทางตัน ไม่ให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้มีการยื่นไปหรือไม่
ขณะที่ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ระบุว่า เรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจากกฎหมายที่บัญญัติขึ้นมาแล้ว แต่ผู้แทนราษฎรกำลังจะเปลี่ยนแปลงกฎหมายสู่อนาคต ผ่านกลไกรัฐสภาและตัวแทนประชาชน ทั้งนี้ ขอยืนยันและยึดมั่นในสิทธิมนุษยชนว่า การก่อตั้งครอบครัวเป็นสิ่งที่ใครจะพรากไปไม่ได้ นี่คือสิทธิขั้นพื้นฐานและ เป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกลจะต่อสู้ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย
มาแรง! คอมเมนต์ แก้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฯ หนุน #สมรสเท่าเทียม
สำหรับมาตรา 1448 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กำหนดว่า "การสมรสจะทำได้เมื่อชายและหญิงมีอายุ 17 ปี บริบูรณ์แล้ว หรือในกรณีมีเหตุสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนหน้านั้นได้ ขณะที่มาตรา 4 และมาตรา 5 เป็นบททั่วไป ที่วางหลักการคุ้มครองเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคล และความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญไว้
แหล่งข่าวในกระบวนการยุติธรรม บอกกับทีมข่าวว่า การแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 นั้น ศาลรัฐธรรมนูญอาจมองว่าจะไปกระทบกับกฎหมายในบทบัญญัติอื่นอีกหลายมาตรา การออกกฏหมายฉบับใหม่ ที่มีการอธิบายความให้ชัดเจนในเรื่องสิทธิและความหลากหลายทางเพศ จึงอาจมีความเหมาะสมกว่า