พีพีทีวี ตรวจสอบการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่รับทราบผลรายงานการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ของไทย ประจำปี 2558 เสนอโดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าที่ประชุม ครม.
โดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ จากเดิมในปี 2557 จำนวน 1,529.68 ล้านบาท (กว่า 1,500 ล้านบาท) เป็น 2,590.31 ล้านบาท ในปี 2558 หรือเพิ่มขึ้นมากว่า 1 พันล้านบาท
งบประมาณส่วนนี้ กว่า 508 ล้านบาท หรือร้อยละ 19 ของงบประมาณทั้งหมดได้จัดสรรเพื่อจัดระบบภาคการประมงของไทยให้ดีขึ้น และเพื่อขจัดการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมประมงและกิจการต่อเนื่องประมงทะเล การออกนโยบาย มาตรการ และกฎระเบียบ เพื่อแก้ไขต้นเหตุของปัญหาการค้ามนุษย์
สำหรับแก้ไขปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดค้ามนุษย์ มีการปิดจุดอ่อนทางกฎหมาย โดยแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อเพิ่มบทลงโทษผู้กระทำความผิด และกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้เสียหายให้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และพัฒนากระบวนการคุ้มครองเงินช่วยเหลือและพัฒนาการให้บริการในสถานคุ้มครอง
มีการดำเนินการปกป้องแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวโรฮีนจา โดยให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหาทางออกในวิกฤตการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติของชาวโรฮีนจา
ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงออกรายงานการค้ามนุษย์ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559 และในปีนั้น ประเทศไทยได้เลื่อนอันดับขึ้นไปอยู่ในกลุ่มที่ 2 บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามอง จากเดิมในปี 2558 ที่ไทยถูกจัดลำดับอยู่ในกลุ่มที่ 3 ซึ่งเป็นลำดับขั้นต่ำสุดของรายงานนี้
รายงานของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ในปี พ.ศ.2558 ประเทศไทยดำเนินมาตรการเกี่ยวกับกรณีข้าราชการสมรู้ร่วมคิดการค้ามนุษย์ ซึ่งได้แก่ การพิพากษาจำคุกข้าราชการ 2 คน แต่ปัญหาทุจริตและข้าราชการสมรู้ร่วมคิด ยังคงเป็นอุปสรรคต่อความพยายามปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยหลายๆ คดีที่ข้าราชการถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิด ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา
มีรายงานหลายฉบับกล่าวว่า ข้าราชการบางคนได้รับผลประโยชน์จากเงินสินบน และมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกรรโชกทรัพย์ และขายผู้อพยพให้แก่นายหน้า อันเป็นการเพิ่มสภาวะอ่อนแอเปราะบางของผู้อพยพเหล่านี้ ที่จะตกเป็นเหยื่อในธุรกิจทางเพศ แรงงานบังคับและพันธนาการหนี้