ขั้วอำนาจนิยม เป็นคำที่นักวิชาการหลายคน ใช้เรียก ผู้สมัคร 3 คน ประกอบด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง และ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ซึ่งจะเห็นว่า โค้งสุดท้ายการหาเสียงนี้ 3 คนนี้ เฉือดเฉือนกันเอง และ พบว่า พาดพิงดิสเครดิตกัน
อย่างนายสกลธี วันนี้ ( 16 พ.ค. 2565) ลงพื้นที่หาเสียงมีผู้สมัครส.ก. ของพลังประชารัฐ มาช่วยเดินหาเสียง ช่วงหนึ่ง นายสกลธี บอกว่า หลังจากนี้ จะมี ผู้สมัครส.ก. ของประชาธิปัตย์ มาช่วยด้วย เพราะ สนิทกัน รู้จักกันมานาน
นอกจากนี้ หากย้อนไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (14 พ.ค.) นายสกลธีประกาศชัดเจนบนเวทีแบบไม่กั๊ก ว่า ทีมงานของเขา มีทั้ง กลุ่ม กปปส. ทีมผู้สมัคร ส.ก. จาก พลังประชารัฐ และ ประชาธิปัตย์ พร้อมบอกด้วยว่า ตัวของเขาเอง ความเป็นประชาธิปัตย์มากกว่าบางคน
ขณะที่ นายสุชัชวีร์ โต้ตอบกลับ บอกว่า หากมีความเป็นประชาธิปัตย์ มากกว่า ทำไมไม่ย้อนมาอยู่พรรคประชาธิปัตย์ เลย
นอกจากการเฉือดเฉือน นายสุชัชวีร์แล้วยังพบว่า ผู้สนับสนุน นายสกลธี แสดงความเห็นในโลกออนไลน์ วิจารณ์การไม่ไปร่วมเวทีดีเบต ของ พล.ต.อ.อัศวิน คู่แข่งด้วย อย่าง นางทยา ทีปสุวรรณ ภรรยาของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตแกนนำกปปส. โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งคำถามว่า “ดีเบตยังไม่กล้า เป็นผู้ว่าไหวเหรอ” พร้อมภาพ เวทีดีเบต ที่ โพเดียมของ พล.ต.อ.อัศวิน ว่างเปล่า เพราะ เขาไม่ไปเข้าร่วม
พีพีทีวี เคยสัมภาษณ์ พล.ต.อ.อัศวิน ถามว่ากังวัลเรื่องการตัดคะแนนกันเองไหม ซึ่งพล.ต.อ.อัศวิน สงวนท่าทีไม่วิจารณ์คนอื่น ตอบแค่ว่า เป็นสิทธิ์และโอกาสของประชาชน ที่มีตัวเลือกหลายคน
ขณะที่ นายสติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า วิเคราะห์ว่า ทั้ง 3 คนนี้ มีโอกาสสูงในการดึงคะแนนกันเอง โดยเฉพาะ นายสกลธี และ พล.ต.อ.อัศวิน เพราะเป็นฐานเดิมที่เคยสนับสนุน พรรคพลังประชารัฐ
ซึ่งในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 พรรคพลังประชารัฐ ได้คะแนนจากคนกทม. ประมาณ 800,000 เสียง
ขณะที่นายสุชัชวีร์ นอกจากต้องกู้คะแนนเสียงจากฐานพรรคประชาธิปัตย์เดิม ในช่วงเลือกตั้งปี 62 ที่มีคะแนนเสียงประมาณ 400,000 เสียงแล้ว ยังต้องเดินเกมขอแบ่งคะแนนจากพรรคพลังประชารัฐ ที่เดิมเคยเป็นของพรรคประชาธิปัตย์มาก่อนให้ได้
ข้ามมาที่ ฝั่ง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร 2 ผู้สมัคร ที่ก็คาดว่าน่าจะ ตัดคะแนนกันเอง เพราะ มีแนวคิดทางการเมืองคล้ายกัน
นายวิโรจน์ เคยบอกว่า หากเขาแพ้ในศึกการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็จะกลับไปเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อ กับพรรคก้าวไกล แพ้แล้วไม่เลิก ไม่ถอดใจ
ขณะที่นายชัชชาติ เปิดใจว่า แม้ทุกโพลเขาจะคะแนนนำ แต่ตัวเขาเองไม่มั่นใจเลย เพราะ มองว่า ทุกโพล พลิกได้ตลอด ส่วนอนาคตทางการเมืองของนายชัชชาติ เขายอมรับว่าคาดหวังการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ครั้งนี้มาก เพราะ เตรียมตัวมาหลายปี
นายสติธร วิเคราะห์ว่า คู่นี้จะตัดคะแนนกันเองเหมือนกัน แต่มองว่า ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะวิเคราะห์และเลือกผู้สมัครคนใดคนหนึ่งในช่วงโค้งสุดท้าย ทั้ง การเดินสายหาเสียง และ การตอบคำถามในเวทีดีเบต นายสติธร มองว่า คะแนนความนิยม ของนายวิโรจน์ตีตื้นนายชัชชาติขึ้นมาเรื่อยๆ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อคะแนนเลือกตั้งอย่างมีนัยยะสำคัญ นายสติธร มองว่าเป็นเรื่องของจำนวนคนที่เดินทางมาใช้สิทธิ์ เพราะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ไม่มีการเลือกตั้งข้ามเขต และไม่มีการเลือกตั้งล่วงหน้หากวิเคราะห์จากจำนวนผู้ที่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อปี 2562 พบว่าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ลงคะแนนเสียงให้พรรคอนาคตใหม่และพรรคเพื่อไทย หมายว่าพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย มีแนวโน้มเสียคะแนนมากว่าขั้วตรงข้าม