"บิ๊กตู่"โอด! อยากลดราคาน้ำมัน​ เปรียบไทยเหมือนรถยนต์ พาก้าวไปข้างหน้า

โดย PPTV Online

เผยแพร่

นายกรัฐมนตรี เปิดงาน FTI EXPO 2022 กระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับความก้าวหน้า สร้างความเข้มแข็งภาคอุตสาหกรรม  โอด อยากลดราคาน้ำมัน แต่มันทำไม่ได้

วันนี้ (29 มิถุนายน 2565) เวลา 11.40 น. ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ จังหวัดเชียงใหม่  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานในพิธีเปิด FTI EXPO 2022 : SHAPING FUTURE INDUSTRIES FOR STRONGER THAILAND พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ฉากทัศน์ใหม่อุตสาหกรรมไทยเพื่อความยั่งยืน” จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่มุ่งเน้นให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีการทำงานร่วมกัน สร้างการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

ซึ่งเป็นการระดมองค์กรชั้นนำของประเทศภาครัฐและสมาชิกสภาอุตสาหกรรมฯ ครอบคุลม 11 คลัสเตอร์อุตสาหกรรม 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ และผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ภาคเหนือรวมกว่า400 ราย ร่วมจัดแสดงสินค้า การประชุมสัมมนา การเจรจาธุรกิจ พร้อมนำเสนอความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2565 ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติฯ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นภาคเศรษฐกิจและภาคประชาชน ให้ประเทศขับเคลื่อนไปได้อย่างเข้มแข็ง ตั้งเป้ามียอดใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจภายในงานไม่น้อยกว่า1,000ล้านบาท

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งว่า  ประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก กำลังเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ ในการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่ส่งผลต่อการพัฒนานวัตกรรมมากยิ่งขึ้นตลอดจนแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังถูกหยิบยกเป็นวาระสำคัญของหลายประเทศทั่วโลก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความท้าทายดังกล่าว เพื่อปรับตัวให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง ภายใต้บริบทของโลกใหม่ใบเดิมนี้ โดยนายกรัฐมนตรีขอเปรียบเทียบประเทศไทย เสมือนรถยนต์ที่ขับเคลื่อนเดินต่อไปข้างหน้าบนเวทีโลกโดยกำหนดแนวทางในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้สามารถพลิกโฉมตัวเองไปสู่การเปลี่ยนแปลง ช่วงแรก คือ รีสตาร์ทเครื่องยนต์ เพื่อรีสตาร์ทประเทศไทยให้ฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด (Restart) เป็นที่ทราบกันดีว่า ผลกระทบของวิกฤติโควิด 19 นับตั้งแต่ปี 2563 ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยต้องหยุดชะงัก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์และการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ ประกอบกับภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการลดลงของอุปสงค์ทั่วโลก และยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดของปัญหาห่วงโซ่อุปทานการผลิตของโลก ทำให้ผู้ประกอบการภาคการส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบ และผลกระทบซ้ำเติมภายใต้ “วิกฤติซ้อนวิกฤต” จากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและราคาสินค้าที่ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างมาก และส่งผลต่อเนื่องให้อัตราเงินเฟ้อหรือค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น โดยรัฐบาลมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในทุกภาคส่วน การ Restart Thailand ให้กลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลพยายามดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะประสบผลสำเร็จไม่ได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงแนวทางการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุด ซึ่งรัฐบาลได้พยายามดำเนินมาตรการเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบและเร่งฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวโดยเร็ว ดังจะเห็นได้จากความพยายามในการเปิดประเทศ เพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงในปัจจุบัน รัฐบาลได้ยกเลิกมาตรการจำกัดการเดินทาง และเปิดรับนักท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าทั้งปี 2565 นี้ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาจำนวนประมาณ 7-10 ล้านคน รัฐบาลได้เตรียมขับเคลื่อนมาตรการในระยะต่อไป เพื่อวางรากฐานให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และเพื่อฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวในเชิงคุณภาพและให้มีความยั่งยืนมากขึ้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปถึงช่วงของการเร่งเครื่องยนต์ Speed up ว่า จะต้องรีบดำเนินการภายใต้แนวทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวนำในการยกระดับประสิทธิภาพ ซึ่งประเทศไทยมีอุตสาหกรรมที่มีความเข้มแข็งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งด้านเกษตร อาหาร การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยว และยานยนต์ เป็นต้น ควบคู่ไปกับการสร้างอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยา และเศรษฐกิจฐานดิจิทัล โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการมีการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสามารถปรับตัวกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมทั้งการยกระดับศักยภาพของธุรกิจในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และ Startup ซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป

ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการเตรียมความพร้อมทางด้านปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ นั่นคือการพัฒนาและปรับปรุงปัจจัยพื้นฐานด้านต่าง ๆ ของประเทศให้พร้อมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมายและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการค้า การลงทุน มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนของภาครัฐ การบริหารจัดการข้อมูลด้านองค์ความรู้และนวัตกรรม ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศและยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นอกจากนี้ รัฐบาลพร้อมผลักดัน Soft Power ของไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมั่นใจว่าคนไทยมีฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ระดับโลก โดยรัฐบาลได้เร่งเดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยใน 15 สาขาที่สาคัญ ขณะเดียวกันก็ผลักดันวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ 5 F ที่มีอยู่เดิม ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมส่งออกที่สำคัญ ที่จะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยหลังยุคโควิด 19

นอกเหนือจากการจะทำให้สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้แล้ว ยังมีสิ่งสำคัญที่จะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเดินหน้าประเทศไทยไปสู่เวทีโลกในอนาคต คือการกำหนดทิศทางการพัฒนาของประเทศ ซึ่งการพัฒนาประเทศให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเจตนารมณ์ของยุทธศาสตร์ชาติ ยังคงมีข้อจำกัดภายในจำนวนมากที่ต้องก้าวข้าม อีกทั้งยังต้องเตรียมพร้อมประเทศให้สามารถรับมือและแสวงหาโอกาส จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงระดับโลก โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพื่อผลักดันให้การพัฒนาประเทศก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

“การจัดสัมมนาในครั้งนี้ เป็นการจับมือพันธมิตรระหว่างองค์กรชั้นนำและได้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจในการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย หวังให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างเต็มกำลัง จากความสามัคคีของคนไทยด้วยกัน ความมุ่งหมายของผมมีสิ่งเดียว ซึ่งเหมือนกับพี่น้องประชาชนทุกคน นั่นคือการได้เห็นบ้านเมืองเจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่ดีกินดี ประเทศชาติมั่นคง แข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ และเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า เราทำได้อย่างแน่นอน หากเราทุกคนจับมือแล้วก้าวไปพร้อมกัน” นายกรัฐมนตรีกล่าว 

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง ราคาพลังงาน วันนี้น้ำมันราคาสูง จนทำให้ค่าขนส่งแพงขึ้น พร้อมถามว่า น้ำมันมาจากที่ไหน ซื้อเขามาใช่หรือไม่ น้ำมันทั้งหมดไม่ได้ซื้อตรงประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ต้องผ่านกลไกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะของใคร ทั้งตลาดเบนซ์ ตลาดโอเปค ทั้งหมดมีระเบียบวิเคราะห์บังคับ ดังนั้นทุกอย่างมีมาตรฐานกลาง ราคาพลังงานสูงขึ้นค่าขนส่งแพงขึ้น ต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคก็แพงขึ้น มีปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินการการเงินการคลังของต่างประเทศ 

"เรื่องน้ำมันติดปัญหาทั้งโลก โธ่ ! ทำไมจะไม่อยากลด อยากลดจะตายอยู่แล้ว ก่อนหันไปแซว นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินไปไหน นั่งไม่ติด ไฟจะไหม้อยู่แล้ว แต่ไม่ไหม้ จุดไม่ติด เพราะน้ำมันน้อย  ส่วนเรื่องราคาน้ำมัน อยากลด พูดจนกางเกงหลวมแล้ว ซึ่งทุกเรื่องจะเกิดมูลค่าได้ ด้วยการสร้างสตอรี่  ไม่ใช่สตรอว์เบอรี่ สิ่งสำคัญ คือ ความรัก ความสามัคคีของคนไทย ตนไม่ต้องการทะเลาะกับใครอีกแล้ว 

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงค่าเงินบาทอ่อนลง ก็มีผลดีต่อการส่งออก แต่ยอมรับว่ามีทั้งผลดีผลเสีย ต้องพยายามดูอย่างรัดกุมที่สุด โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง แต่สำคัญที่สุด คือ จะทำอย่างไรต้องไม่ทำให้การเงินการคลังของประเทศอ่อนแอลง เป็นหลักยืนยันให้ทุกประเทศในโลกเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเงินการคลังของไทย ซึ่งขณะนี้ระดับ BBB+ แม้ว่าเราจะมีการกู้เงินมาใช้บ้าง แต่ก็ยังคงแข็งแรงอยู่ 

“แต่ไม่ได้หมายความว่าอยากจะกู้ ไม่จำเป็นแล้วใครจะอยากกู้ ตนขอถาม ถ้าไม่กู้แล้วจะเอา GDP มาจากไหน เพิ่มรายรับมาจากครัวเรือนได้อย่างไร แต่วันนี้ทั้งหมดจะเดินไปด้วยกันใช่หรือไม่ ทั้งรัฐเอกชนธุรกิจและภาคประชาชน ไม่ได้มีเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีขนาดกลางขนาดเล็ก เพราะคือห่วงโซ่เดียวกันตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การขนส่ง วันนี้โลกเปลี่ยนเป็น 3 ขั้ว แต่คงไม่ต้องกล่าวว่า มีขั้วอะไรบ้าง ยืนยันว่า ไทยได้รับการยอมรับจากหลายประเทศในเรื่องการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และรัฐบาลต้องดูแลทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยโดยไม่มีข้อยกเว้น” นายกรัฐมนตรีกล่าว 

นายกรัฐมนตรี ย้ำในช่วงท้ายอีกว่า ต้องนั่งรถคันเดียวกันไป​ จะเป็นจะตายก็ต้องช่วยกันเข็น ส่วนใครจะนำก็ต้องว่าไป​ แต่สิ่งที่ทำวันนี้ต้องต่อเนื่อง

"ถ้าบอกว่าไอ้นุ่นก็ไม่ดี ไอ้นี่ไม่ใช่ ก็ไม่ถูก ตนไม่ได้ว่าใคร ว่าตัวเอง ตนชอบพูดหาเรื่องแบบนี้แหละ แต่พูดด้วยหัวใจ หัวใจของตนเพื่อประชาชน"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาถึง​ คณะผู้จัดงานได้มาแจ้งให้ผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด ไม่ให้ใส่เนคไท เนื่องจาก  นายกรัฐมนตรี อยากให้ผู้เข้าร่วมงานมีลุคเป็น Smart​ nexture​

ท่องเที่ยวดันเศรษฐกิจ พ.ค. แต่ของยังแพงต่อ ค่าครองชีพยังสูง

อั้นไม่ไหว! ขนส่งไฟเขียวรถโดยสารประจำทางขึ้นราคา 4 ก.ค.

เช็กความพร้อมวอลเลย์บอลสาวไทย ก่อนเจอ เกาหลีใต้ คืนนี้!!

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ