นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะหนึ่งในกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2566 ตั้งข้อสังเกตเรื่อง การตั้งงบประมาณ
“ค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจำตำแหน่ง” ว่า ทุกหน่วยงานของรัฐ ของบเรื่องนี้ รวม 795 ล้านบาท แต่เมื่อดูในรายละเอียดพบว่า งบประมาณไปกระจุกอยู่ที่ กระทรวงกลาโหม 554 ล้านบาท หรือคิดเป็น กว่า 70 เปอร์เซ็นต์
นายพริษฐ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ปกตินายทหารหรือข้าราชการระดับสูงจะมีสิทธิ์ในการได้รถประจำตำแหน่ง แต่ในการจัดสรร บางครั้งใช้วิธีให้ค่าตอบแทนเหมาจ่ายแทนการให้รถ ซึ่งจำนวนเงินจะแตกต่างตามระดับ เช่น
ระดับพันเอกพิเศษ เทียบเท่ารองอธิบดี ได้รับ 25,400 บาท/คน/เดือน
ระดับพลตรี เทียบเท่าระดับอธิบดีหรือรองปลัดกระทรวง ได้รับ 31,800 บาท/คน/เดือน
และระดับพลโทถึงพลเอก หรือ เทียบเท่าระดับปลัดกระทรวง ได้รับ 41,000 บาท/คน/เดือน
นายพริษฐ์ บอกอีกว่า เขารวบรวมข้อมูลจากหนังสือแต่งตั้งนายพล และ ดูตามข่าว พบว่า มีจำนวนนายพลประมาณ 1,000 คน ที่มีสิทธิ์ได้รับการจัดสรรเรื่องนี้ และมองว่า เป็นความความเหลื่อมล้ำด้านสวัสดิการระหว่างข้าราชการทหาร และ พลเรือน
ส่วนประเด็นเรื่องที่กองทัพจัดหารถเบนซ์ S500 ระบุว่าเป็น “รถควบคุมสั่งการ” นั้น นายพริษฐ์ บอกว่า ยังไม่ชัดเจนว่ากระทรวงกลาโหมมีการตั้งงบส่วนนี้ในปีงบประมาณ 2566 หรือไม่ เพราะไม่มีคำว่า “รถควบคุมสั่งการ” ในเอกสารเลย และเท่าที่สืบค้นในเอกสารงบประมาณปีก่อนๆ ก็ยังไม่พบว่ามีการตั้งงบ “รถควบคุมสั่งการ” สอดแทรกอยู่ในโครงการไหน ทำให้ยังต้องรอคำชี้แจงจากกองทัพ
ส่วนที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวพีพีทีวีว่าเคยเห็นการใช้รถควบคุมสั่งการของกองทัพตั้งแต่ดำรงตำแหน่งเลขา สมช. (2555-2557) ต้องใช้รถเบนซ์เพื่อความกลมกลืนในการอารักขาบุคคลสำคัญ นายพริษฐ์ มองว่า เป็นเรื่องที่กองทัพที่ปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบัน ต้องชี้แจง ซึ่งควรชี้แจงกับทั้งกรรมาธิการ และ ชี้แจงกับประชาชนด้วย ถ้าหากเหตุผลที่ชี้แจงฟังขึ้นประชาชนก็อาจหายสงสัย แต่หากฟังไม่ขึ้น เขาในฐานะตัวแทนประชาชนก็ต้องเสนอปรับลดงบประมาณส่วนนี้
นายพริษฐ์ ยังฝากคำถาม 3 ประเด็นในส่วนงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ทั้งเรื่องงบบุคลากรที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ สวนทางกับที่กองทัพบอกว่ามีแนวทางลดบุคลากร เรื่องความคืบหน้าเรื่องยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะเรือดำน้ำ หลังจีนไม่สามารถนำเข้าเครื่องยนต์ รวมถึงกองทัพยังมี “แดนสนธยา” ที่ กมธ. เข้าไปตรวจสอบไม่ได้ คือ ธุรกิจของกองทัพ เช่น สนามมวย ซึ่งนายพริษฐ์มองว่าควรมีการเปิดเผยรายละเอียดส่วนนี้ เพราะรายได้ควรกลับสู่รัฐ