กระทรวงแรงงาน เสนอการปรับค่าจ้างขั้นต่ำปี 2565 ตามมติคณะกรรมการค่าจ้าง ว่า กระทรวงแรงงาน จะเสนอการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ในวันที่ 13 กันยายน 2565 นี้ เป็นวาระปกติเพื่อพิจารณา จากนั้นจึงมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป
ที่ผ่านมามติคณะกรรมการค่าจ้าง สรุปผลปรับค่าจ้างขั้นต่ำปี 2565 แบ่งเป็น 9 อัตรา
ชลบุรี ระยอง ภูเก็ตขึ้นสูงสุด 354 บาท ต่ำสุดอยู่ที่ยะลา ปัตตานี นราธิวาส น่าน และอุดรธานี ปรับขึ้น 328 บาท ส่วนกรุงเทพและปริมณฑล อยู่ที่ 353 บาท
ส่วนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำปี 2565 มีรายละเอียดแยกเป็นอัตราต่าง ๆ ดังนี้
- ค่าจ้าง 354 บาท มี 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และภูเก็ต
- ค่าจ้าง 353 บาท มี 6 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร
- ค่าจ้าง 345 บาท มี 1 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา
- ค่าจ้าง 343 บาท มี 1 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา
- ค่าจ้าง 340 บาท มี 14 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี หนองคาย อุบลราชธานี พังงา กระบี่ ตราด ขอนแก่น เชียงใหม่ สุพรรณบุรี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา ลพบุรี และสระบุรี
- ค่าจ้าง 338 บาท มี 6 จังหวัด คือ มุกดาหาร กาฬสินธุ์ สกลนคร สมุทรสงคราม จันทบุรี และนครนายก
- ค่าจ้าง 335 บาท มี 19 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี บึงกาฬ ชัยนาท นครพนม พะเยาสุรินทร์ ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย พัทลุง อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ ประจวบคีรีขันธ์ พิษณุโลก อ่างทอง สระแก้ว บุรีรัมย์ และเพชรบุรี
- ค่าจ้าง 332 บาท มี 22 จังหวัด คือ อำนาจเจริญ แม่ฮ่องสอน เชียงราย ตรัง ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู อุทัยธานี ลำปาง ลำพูน ชุมพร มหาสารคาม สิงห์บุรี สตูล แพร่ สุโขทัย กำแพงเพชร ราชบุรี ตาก นครศรีธรรมราช ชัยภูมิ ระนอง และพิจิตร
- ค่าจ้าง 328 บาท มี 5 จังหวัด คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส น่าน และอุดรธานี
สำหรับการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2565 ในครั้งนี้มีอัตราค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 337 บาท คิดเป็น 5.02% โดยที่ประชุมได้พิจารณากำหนดบนพื้นฐานของความเสมอภาค เพื่อให้นายจ้างสามารถประกอบธุรกิจอยู่ได้ ลูกจ้างสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข และเพื่อเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ
และเมื่อมีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ปี 2565 แล้ว คณะกรรมการค่าจ้างได้มีข้อเสนอให้รัฐบาลมีการออกมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในส่วนค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการ เพื่อนำเรื่องนี้เสนอ ครม. พิจารณามอบหมายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป
ช่วยค่าไฟฟ้า-หนุนโซลาร์รูฟท็อป
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ราคาพลังงานที่ราคาเพิ่มขึ้นจากผลกระทบความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนทำให้ราคาพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอยู่ในระดับสูง ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้วงเงินในการดูแลราคาพลังงานไปแล้วกว่า 2 แสนล้านบาทแบ่งเป็นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 1.2 แสนล้านบาท และการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ที่อุ้มค่า FT แล้วกว่า 8 หมื่นล้านบาท และอาจไปถึง 1แสนล้านบาทได้เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติยังอยู่ระดับสูง
ซึ่งรัฐบาลจะยังคงช่วยดูแลราคาพลังงานต่อไปโดยคำนึงถึงวินัยทางการเงินการคลังทำให้ต้องช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม
ส่วนมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้ากับกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย วงเงิน 8 พันล้านบาท กระทรวงมหาดไทยจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.โดยใช้งบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นในปีงบประมาณอ2565 และ 2566 เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย
ขณะที่มาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซชาร์เซลล์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ของประชาชนอยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงการคลังในการออกมาตรการทางภาษีสนับสนุนการติดตั้งของประชาชน
ต่ออายุลดภาษีน้ำมันดีเซล
นอกจากนี้ยังคงดูแลราคาน้ำมันดีเซลต่อไป โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการต่ออายุลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่กำลังจะหมดอายุลงต่อไปอีก ส่วยจะลดลงเท่าเดิมที่ลด 5 บาทต่อลิตร หรือลดลงกี่บาทต่อลิตรขอให้รอฟังรายละเอียดในวันพรุ่งนี้