วันนี้ 10 พ.ย. 25 คณะกรรมการบริหารสภาองค์กรของผู้บริโภค นำโดย น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสภา น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการบริหารสภา และ น.ส.อารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภา พร้อมด้วย ตัวแทนผู้บริโภคผู้ใช้สัญญาณโทรศัพท์มือถือเครือข่ายทรู ดีแทค และ เอไอเอส เข้ายื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และสำนักงาน กสทช. ต่อศาลปกครอง
พรุ่งนี้น้ำมันลง "โออาร์" ลดราคาเบนซิน 30-50 สต. ต้อนรับวันที่ 11 เดือน 11
เนื่องจากเห็น มติของ กสทช. ในการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2565 ที่เห็นว่า การรวมธุรกิจระหว่างการรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ทรู และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเช็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ไม่เป็นการถือครองธุรกิจในบริการประเภทเดียวกันตามข้อ 8 ของประกาศ กทช. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้ใช้บริการก่อนกำหนดเงื่อนไขและมาตรการเฉพาะ
สร้างผลกระทบกับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่มีจำนวนมากกว่า 118 ล้านเลขหมาย เพื่อให้ศาลฯมีคำสั่งเพิกถอนมติ กสทช, “รับทราบ” การรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ทรู และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเช็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค รวมทั้งได้ยื่นคำขอไต่สวนฉุกเฉิน
และขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งห้ามหรือระงับการกระทำและนิติกรรมที่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องมติรับทราบการรวมธุรกิจระหว่างทรูและดีแทค ในการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 5/2565 เมื่อวันที่ 20 ต.ค.2565 ทั้งหมดจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
ตลอดจนขอให้ศาลมีคำสั่งให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยดำเนินการชะลอหรือระงับการรับซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบบริษัทระหว่างทรูและดีแทคไว้
และขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ชะลอหรือระงับการรับจดทะเบียนและการดำเนินการควบรวมบริษัททรูและดีแทคไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
น.ส.อารี การยื่นคำฟ้องและคำขอคุ้มครองชั่วคราววันนี้ หวังว่า ศาลปกครองกลางจะให้การคุ้มครองชั่วคราวก่อนที่มีคำพิพากษา เนื่องจากหากไม่มีการคุ้มครอง แล้วบริษัทไปดำเนินการเพื่อที่จะควบรวมก็อาจจะกระทบต่อนักลงทุนรายย่อย หรือผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ยืนยันว่าสิ่งที่เราอยากเห็นคืออยากให้กสทช.ใช้อำนาจของตัวเองตามกฎหมายในการพิจารณาในเรื่องนี้ ไม่ใช่ดำเนินการในระดับรับทราบ
จะเห็นว่า มีความแตกต่างกันมากในกรณีฟุตบอลโลก 2022 ที่ กสทช.ไม่มีอำนาจแต่กลับใช้อำนาจของตัวเอง แต่ในกรณีนี้ รัฐธรรมนูญให้อำนาจ กสทช . แต่พบว่า กสทช.ไม่ดำเนินการ แต่ดำเนินการในระดับรับทราบ และลงมติให้ควบรวมโดยเสียงที่ลงมติไม่ได้เด็ดขาด