ผลสอบบิ๊กตร. คืนตำแหน่ง“บิ๊กต่อ” นั่ง ผบ.ตร. หลังทุกคดีมีเจ้าภาพแล้ว!


โดย PPTV Online

เผยแพร่




"วิษณุ" แจงผลสอบ 2 บิ๊กตำรวจ! “บิ๊กต่อ” กลับไปนั่งตำแหน่ง ผบ.ตร. หลังทุกคดีมีเจ้าภาพแล้ว ส่วนสถานะ “บิ๊กโจ๊ก” ยังรอทูลเกล้าให้ออกจากราชการ

วันที่ 20 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี แถลงผลสอบของคณะกรรมการตรวจสอบมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีปรากฎเป็นข่าวต่อสาธารณะเกี่ยวกับความชัดแย้งในเรื่องคดีของบุคลากรภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในกรณีความขัดแย้งระหว่างพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นั้นว่า ภายใน 4 เดือน ได้มีการสอบพยานไปแล้ว 50 คน และได้สอบคู่กรณีคือ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ด้วย

คอนเทนต์แนะนำ
“เศรษฐา“ เผยผลสอบ 2 บิ๊กตำรวจออกแล้ว ยังไม่บอกใครอยู่ใครไป!
ลือหึ่ง! นายกฯคืนตำแหน่ง “บิ๊กต่อ” นั่ง ผบ.ตร. ส่วน “บิ๊กโจ๊ก” รอไปก่อน
เปิดผลสอบคืนตำแหน่ง "บิ๊กต่อ" ส่วน "บิ๊กโจ๊ก" รอข้อสรุปคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมตำรวจ

วิษณุ เครืองาม ช่างภาพพีพีทีวี
นายวิษณุ เครืองาม แถลงผลสอบ 2 บิ๊กตำรวจ

โดยสรุปได้ว่า 1.ผลการตรวจสอบพบว่ามีความขัดแย้งและความไม่เรียบร้อยเกิดขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติจริง มีความขัดแย้งในเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง ระดับกลาง ระดับเล็ก ทุกระดับ ทุกฝ่าย จนเกิดเป็นคดีความต่างๆที่ฟ้องร้องภายนอกและร้องเรียนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

2.เรื่องราวที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกี่ยวกับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และทีมงานผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละท่านก็พลอยขัดแย้งไปด้วย โดยบคดีสำคัญ อาทิ คดี 140 ล้าน หรือ “คดีเป้รักผู้การเท่าไหร่”, คดีกำนันนก, คดีมินนี่, คดีพนันออนไลน์ BNK และยังมีคดียิบย่อยตามสถานีตำรวจต่างๆ และคดีที่อยู่ในชั้นศาล ความขัดแย้งบางเรื่องเพิ่งเกิด ความขัดแย้งบางเรื่องเกิดขึ้น 10 ปีมาแล้ว

3.เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการไป บางเรื่องส่งให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม คือ ตำรวจ อัยการ ศาล ดำเนินการไปตามปกติ

4.บางเรื่องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานนอกกระบวนการยุติธรรม คือ ป.ป.ช. ซึ่งก็ได้รับไปดำเนินการแล้ว เวลานี้คดีทั้งหมดได้มีเจ้าของคดีรับดำเนินการอยู่แล้วทั้งสิ้น ไม่มีคดีเหลือตกค้างที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติอีก

5.ผลสรุปรายงาน เนื่องจากตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้รับคำสั่งให้กลับไปฏิบัติราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.2567 ไปอยู่ในตำแหน่งและหน้าที่เดิม แต่วันเดียวกันนั้นก็มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย และมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ออกจากราชการไว้ก่อน

ส่วนกรณีพล.ต.อ.ต่อศักดิ์นั้น ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้กลับไป จึงสมควรส่ง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กลับไปปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่เดิม เพราะวันนี้มันไม่มีอะไรจะสอบสวนแล้ว เพราะตอนนั้นที่มาอยู่ทำเนียบเพื่อให้มีการสอบข้อเท็จจริง สอบสวน แต่เมื่อสอบข้อเท็จจริงแล้ว หรือคดีอยู่ในมือ ป.ป.ช. หรือไม่รู้จะให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ อยู่ต่อไปทำไมต่อไปที่ทำเนียบ ก็เลยส่งพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กลับไปดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามตำแหน่งหน้าที่เดิม ส่วนคดีจะเป็นอย่างไรก็ให้ดำเนินการต่อไปตามสายงาน ส่วนจะตั้งกรรมการขึ้นสอบวินัยอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการต่อไปให้แล้วเสร็จ

ผลสรุปอีกข้อหนึ่งคณะกรรมการตรวจสอบได้รายงานนายกฯด้วยว่าพบเห็นความยุ่งยากสับสนของอำนาจการสอบสวนของหน่วยงานหลายหน่วย พอมีหลายคดีมาประดังกัน มีเรื่องเกิดขึ้นก็ไม่รู้ว่าอยู่ในอำนาจตำรวจ หรือ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ง. หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ป.ป.ท. ซึ่งคดีทุจริตมีเจ้าภาพหลายรายเกินไป จึงเสนอแนะให้กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานกฤษฎีกา ช่วยตรวจพิจารณาให้ชัดว่าอำนาจหน้าที่ในเรื่องแบบนี้อยู่ในอำนาจของใครกันแน่ เพื่อให้ดำเนินการให้ถูกต้อง ทุกหน่วยคิดเห็นตรงกัน

ผลสอบ 2 บิ๊กตำรวจ ช่างภาพพีพีทีวี
ผลสอบ 2 บิ๊กตำรวจ

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า กรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สำนักงานตำราจแห่งชาติได้สั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งเป็นการสั่งตามแบบที่เคยสั่งกันมาในอดีต แต่ใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565 ได้มีมาตราหนึ่งระบุว่า การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนที่กระทบต่อสิทิและหน้าที่ จะต้องกระทำโดยคำแนะนำหรือคำเสนอแนะของคณะกรรมการไต่สวน แต่ข้อเท็จจริงคือวันที่ 18 เม.ย. มีคำสั่ง 3 คำสั่งติดต่อกัน คือ 1.คำสั่งเรียก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กลับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2.คำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัย และ3.คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งเมื่อมีการส่งเรื่องหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงมีมติเอกฉันท์ว่าต้องทำโดยคำแนะนำหรือเสนอแนะของคณะกรรมการสอบสวน แต่เรื่องนี้ไม่ได้ผ่านคณะกรรมการสอบสวนจึงเห็นว่าไม่ถูกต้องและไม่ชอบธรรม ก็สมควรไปแก้ไขให้ถูกต้องหรือจะดำเนินการอย่างไรก็เป็นอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะดำเนินการต่อไป

“สถานภาพของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอนำความขึ้นกราบบังคมทูลให้ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งการจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะต้องมีการตรวจสอบว่าด้ทำถูกต้องตามระเบียบขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่ ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็นำเรื่องไปฟ้องต่อคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมของตำรวจ ซึ่งก็กำลังพิจารณาอยู่”นายวิษณุกล่าว

นายวิษณุบอกอีกว่าสถานะของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ต้องถือว่าอยู่ระหว่างถูกออกจากราชการไว้ก่อน แต่ยังไม่นำความขึ้นกราบบังคมทูล ส่วนเหตุยังไม่นำความขึ้นกราบบังคมทูลเพราะกระบวนการที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม นายวิษณุบอกอีกว่า คำสั่งเรื่องนี้ยังไม่มีผลจนกว่านายกรัฐมนตรีจะลงนาม ซึ่งขณะที่ตนแถลงข่าวอยู่นี้นายกรัฐมนตรียังไม่ได้ลงนาม

วิเคราะห์บอล! ยูโร 2024 เดนมาร์ก พบ อังกฤษ 20 มิ.ย.67

ฮิซบอลเลาะห์ขู่โจมตีไซปรัส-ปูพรมถล่มทั่วอิสราเอล

ประกันสังคม ย้ำ ผู้ประกันตนเกษียณอายุ-ชราภาพ รับเงินคืนได้ไม่สูญเปล่า!

LiveScore-EURO2024 LiveScore-EURO2024

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ