แอมเนสตี้ ชวนจับตา 20 ปี "คดีตากใบ" ก่อนหมดอายุความ 25 ต.ค. นี้

โดย PPTV Online

เผยแพร่

แอมเนสตี้ ชวนจับตา "คดีตากใบ" หลังผ่านเหตุการณ์มากว่า 20 ปี ก่อนคดีหมดอายุความ 25 ตุลาคมนี้ ชี้ 3 แนวทางเยียวยา ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดงานเสวนาในหัวข้อ “20 ปีตากใบ ความหวัง ความท้าทายในวันที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาฟ้องรัฐ ก่อนหมดอายุความ” โดยมีการกล่าวถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้า สภ.ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2547 โดยมีการใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม พร้อมจับกุมผู้ชุมนุมราว 1,300 คน มัดมือไพล่หลัง สั่งให้นอนทับกันหลายชั้นบนรถบรรทุก ก่อนนำตัวไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ห่างออกไปกว่าร้อยกิโลเมตร จนทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และทุพพลภาพจำนวนมาก

คอนเทนต์แนะนำ
แอมเนสตี้ ชี้ จับนักข่าว-ช่างภาพ ละเมิดเสรีภาพสื่อ เรียกร้องรัฐบาลปล่อยตัว

ภาพอูเซ็ง ดอเลาะ ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย
อูเซ็ง ดอเลาะ ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม

แบมะ (นามสมมติ) ผู้สูญเสียพี่ชายคนโตในเหตุการณ์ตากใบ เล่าว่า “สิ่งที่ยังคาใจคือ การเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ ผมขอถามว่า คนที่เสียชีวิตมีไหมที่ไม่ขาดอากาศหายใจ จริง ๆ แล้วการกระทำของเจ้าหน้าที่โดยตรง ที่ทำให้ 85 ศพ เสียชีวิตวันนั้น กี่เปอร์เซ็นต์ที่โดนยิง

“เพราะพี่ชายของผม ถ้าไม่เอาศพกลับ ไม่รู้เลยว่ามีร่องรอยถูกยิง 2 ที่ แล้วก็คนในหมู่บ้านนั้น เสียชีวิต 4 คน ทุกคนคอหักหมดเลย โดนอะไรเราก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ว่าศพที่เอากลับ ลูบอาบน้ำศพ ลูบแรง ๆ ก็ไม่ได้เลย เพราะว่าบวม จำหน้าก็ไม่ได้ แต่ว่าพี่ชายผมจำได้เพราะมีแหวนติดนิ้วอยู่”

ขณะที่ อูเซ็ง ดอเลาะ ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม เล่าย้อนถึงความยุติธรรมในเหตุการณ์ดังกล่าวว่า “เมื่อเกิดเหตุการณ์การเสียชีวิต โดยเจ้าหน้าที่ หรือมีการทำให้เสียชีวิตใด ๆ ก็ตาม ความที่เป็นคดีอาญา มันเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะรับหน้าที่ตรงนี้ ในการที่จะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อที่จะเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เองกลับเพิกเฉย ปล่อยปละละเลย เข้าใจว่าส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะผู้ที่ก่อเหตุเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง เป็นข้าราชการระดับสูง”

“ในส่วนของชาวบ้านเอง ที่ทำได้คือการรำลึกถึงเหตุการณ์เท่านั้น แต่เมื่อแอมเนสตี้ลงพื้นที่ไปเมื่อปี 2566 ทุกคนเห็นว่าระยะเวลามันใกล้แล้ว ชาวบ้านก็เลยเกิดการตื่นตัว เมื่อมีช่องทางก็ลองดู เพราะว่าเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่จะสู้เรื่องนี้”

ซาฮารี เจ๊ะหลง ตัวแทนภาคประชาสังคมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า “คดีตากใบ ทำไมถึงเพิ่งฟ้อง มันเป็นความกลัวของชาวบ้าน ในขณะที่อำนาจรัฐที่มีอยู่ก็พยายามทำให้ประชาชนลืมเรื่องนี้ไป ถ้าพูดตรง ๆ ก็คือ ความผิดพลาดจากนโยบายของรัฐ รัฐไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง ซ้ำยังกดทับไม่ให้ประชาชนจำได้ว่านี่คือความผิดพลาดของเขา”

สำหรับการลุกขึ้นสู้เพื่อคืนความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิตและผู้สูญเสียทุกคน ชาวบ้านได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม โดยมีการพบปะพูดคุยเพื่อเก็บข้อมูลจากชาวบ้านอีกครั้ง และมีผู้แจ้งความประสงค์ที่จะร่วมฟ้องคดีประมาณ 48 คน ประกอบด้วยญาติผู้เสียชีวิตและผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุม จากนั้นจึงยื่นฟ้องไปเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า “ชั้นนี้เป็นสิ่งที่เราเรียกว่าไต่สวนมูลฟ้อง เนื่องจากประชาชนฟ้องเอง ปกติคดีที่มีคนตาย ประชาชนไม่ต้องฟ้องเองนะ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำสำนวนคดีและส่งฟ้อง ซึ่งไต่สวนมูลฟ้อง กำหนดอายุความ 20 ปี มันกระเถิบเข้ามาเร็วมากแล้ว”

“ด้วยความยากของการฟ้องคดี เราต้องการที่จะให้คดีนี้มันอายุความสะดุดหยุดลง ซึ่งมันจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อศาลประทับฟ้อง และจำเลยมาศาล มีอีกหลายขั้นเลยกว่าจะไปถึงตรงนั้น”

ภาพพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม

“ถ้ามีคนตายโดยผิดธรรมชาติ จะมี 2 สำนวน คือสำนวนไต่สวนการตาย และสำนวนที่เกี่ยวข้องกับใครทำให้ตาย เพราะเป็นอาญาแผ่นดิน ทีนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราก็แทบจะไม่รู้ความคืบหน้าของคดี แต่พอชาวบ้านจะฟ้องเองขึ้นมา ตำรวจก็รีบทำสำนวนขึ้นมา ในระยะเวลาเดียวกับที่ทีมทนายกำลังรวบรวมพยานหลักฐาน”

“ในความเข้าใจของชาวบ้าน ในระยะเวลา 20 ปี ไม่เคยมีใครเรียกพวกเขาไปสอบปากคำเลย แล้วพอเขาลุกขึ้นมาจะดำเนินคดี ตำรวจเรียกไปสถานีตำรวจ ชาวบ้านก็รู้สึกว่าตัวเองถูกข่มขู่คุกคาม ตำรวจอ้างว่าเรียกมาสอบสวนในฐานะพยาน ก็เลยทำให้ชาวบ้านบางส่วนก็มีถอนไปบ้าง บางส่วนก็รู้สึกว่าต้องอาศัยความกล้ามากเป็นพิเศษ เพราะถูกคุกคามต่อเนื่อง”

ขณะที่แบมะ เสริมว่า “ขนาดสำนวนคดีที่เสียชีวิต ไม่ใช่แค่คนเดียว 85 ศพ ที่เสียชีวิต สำนวนคดีไม่รู้ไปไหน หมายความว่ารัฐไทยไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จริง ๆ แล้วสำนวนคดีนี้ เวลาเกิดเหตุต้องมีอยู่ แต่ว่าโยนไปโยนมา สภ. ตากใบบอกว่าให้ สภ. หนองจิก สภ.หนองจิกบอกว่าให้อัยการ อัยการบอกว่าให้ใครต่อ โยนไปโยนมา ทำให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ เสียชีวิต พิการ รู้สึกไม่สบายใจ ยังค้างคาใจอยู่ว่าทำไมคนร้ายที่ทำความผิดยังลอยนวลอยู่”

ด้าน อูเซ็ง เล่าว่า “ในเรื่องคำร้องขอเลื่อนคดี ไม่มีผู้ใดยื่นคำร้อง ทางจำเลยที่ไม่มาเอง หรือแต่งตั้งทนายเข้ามาแล้ว ไม่มีการยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เข้าใจว่าทุกคนพร้อมที่จะไต่สวน แต่มันกลายเป็นว่าการเลื่อนคดีเกิดจากมุมมองของผู้พิพากษาเอง ซึ่งเป็นห่วง เป็นกังวล อ้างว่าคดีนี้เป็นคดีที่สำคัญ แล้วก็เป็นคดีที่ได้รับการติดตามจากหลายฝ่าย เป็นคดีที่ทุกคนให้ความสนใจ ก็เลยเป็นกังวลว่า ถ้ากระบวนการไต่สวนผ่านไปแล้ว สำนวนพอไปถึงศาลสูงมันจะมีปัญหา ก็เลยต้องตีกลับ”

พรเพ็ญ กล่าวเสริมว่า “ทั้งที่จริงแล้ว ศาลสามารถเปิดห้องพิจารณาแล้วก็ไต่สวนให้จบไปวันนั้นเลยก็ได้นะ แล้วก็ประทับรับฟ้องไปเลยได้ โดยเงื่อนไขของกฎหมายไม่มีข้อจำกัดเลยว่าจำเลยมาศาลไหม คนนั้นมีทนายไม่มีทนาย เพราะว่านี่คือขั้นตอนไต่สวน ทุกอย่างเป็นดุลยพินิจของศาล แต่เราก็พบว่า ศาลอยู่ ๆ ก็มีการพักพิจารณาคดี ก็เดินออกไปคุยกัน แล้วก็กลับเข้ามาพิจารณา กว่าเราจะได้ไต่สวนก็ประมาณบ่ายแล้ว มันก็ทำให้เวลาล่วงเลยมา”

ขณะที่ ชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เสนอแนวทางการเยียวยาประชาชน ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิของการเข้าถึงการเยียวยา ซึ่งมี 3 องค์ประกอบ ดังนี้

  • การเข้าถึงข้อมูลว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นแบบไหน ใครเป็นเหยื่อ และใครเป็นผู้กระทำ
  • การเข้าถึงความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการยอมรับว่านี่คือการทำผิดกฎหมาย
  • การชดเชยเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นการมอบเงิน การยอมรับผิดอย่างเป็นทางการ หรือความพยายามที่จะรับประกันว่าเหตุการณ์อย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

ภาพชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย
ชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

โดย แบมะ กล่าวว่า “หากมีกระบวนการเยียวยาดังกล่าวเกิดขึ้น ชาวบ้านก็จะได้รับรู้ว่าการเสียชีวิตของลูกหรือสามีไม่สูญเปล่า และเกิดความยุติธรรมในประเทศไทยและสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า การเสียชีวิตของคน 85 คน มีผู้กระทำความผิดจริง ไม่ใช่เพราะขาดอากาศหายใจ”

“ความจริงชาวบ้านยอมรับการเสียชีวิต เพราะเราหนีการเสียชีวิตไม่พ้น แต่เราต้องการรู้ความจริงของการเสียชีวิตที่ถูกต้อง ไม่ใช่การทำให้เสียชีวิตแต่อ้างว่าขาดอากาศหายใจ แต่ที่จริงแล้วเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ ต้องการคำขอโทษที่จริงๆ ไม่ใช่แค่ลมปาก” แบมะ กล่าว

ด้าน อูเซ็ง มองว่า “การที่จะฟังคำตอบสุดท้ายว่าจำเลยทั้ง 9 มีความผิด เป็นเรื่องที่อีกยาวไกล แต่เพียงแค่ศาลมีคำสั่งว่าคดีมีมูล ก็เท่ากับว่าคดีของประชาชนชนะไปครึ่งหนึ่งแล้ว”

“บทเรียนที่เราได้จากกรณีที่ศาลมีคำสั่งว่ามีมูลนะ คืออย่างน้อยคุณค่าในการมีชีวิตของคน ควรจะได้รับการปฏิบัติอย่างมีคุณค่าแล้วก็เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เจ้าหน้าที่จะกระทำการใด ต้องมีความระมัดระวังยิ่งขึ้น รวมไปถึงปัจจุบัน สถานการณ์การวิสามัญฆาตกรรมมีกราฟที่สูงมาก ถ้าคำสั่งตรงนี้มันมีผล ก็คิดว่าอัตราการวิสามัญฆาตกรรมก็อาจจะตรวจสอบได้ และความเชื่อมั่นที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมก็จะดีขึ้น

อุตุฯ เตือนฉบับ 8 กรุงเทพและ 56 จังหวัดฝนตกหนักถึงหนักมาก

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เปิดโต๊ะข่าว

เปิดโต๊ะข่าว

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ