จากกรณีสมาชิวุฒิสภา (สว.) ชุดใหม่ทั้ง 200 คน ประชุมนัดแรกเพื่อเลือกประธานวุฒิสภา และ รองประธานสว. คนที่ 1 และ 2 โดยที่ประชุมได้เลือก นายมงคล สุระสัจจะ เป็นประธานวุฒิสภา ส่วนรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 คือ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ และรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 คือ นายบุญส่ง น้อยโสภณ นั้น
ล่าสุด รศ.ธนพร ศรียากูล ผอ.สถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เปิดโต๊ะข่าว” ทางช่อง PPTV HD 36 ถึงการเมืองที่เปลี่ยนไปว่าเกมการต่อรองในรัฐบาลเปลี่ยนไป
เต็นท์รถชะลอรับซื้อ EV มือสอง หลังราคาลงแรงขายออกยาก
โดย รศ.ธนพร บอกว่า จากการเลือกประธานวุฒิสภามีเสียงข้างน้อยอิสระประมาณ 18-19 คนนั้น แม้จะต่ำกว่าที่คาดไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเสียงข้างน้อยซึ่งบวกรวมกันทุกสี จะสีขาว สีส้ม สีใดก็ตามบวกกันแล้วนับได้ประมาณ 40 เสียง 40 เสียงก็ทำอะไรได้เยอะ ไปทำความวุ่นวายให้นายกฯ จนถึงวันนี้ได้ ฉะนั้นจะบอกว่า แม้ “เนวินสภา” จะเบ็ดเสร็จ แต่ไม่ได้แปลว่าการทำงานของ สว. ชุดนี้จะไม่มีสีสัน อย่างน้อยที่สุด กลุ่ม 40 คนที่ไม่ใช่สีน้ำเงินดูแล้วคงจะสร้างสีสัน สร้างความตื่นตัวให้กับการเมืองได้พอสมควร
“คิดว่าต่อไปนี้ เนวินสภาต้องพิสูจน์ตัวเอง ความเป็นกลุ่มเป็นก้อนเดียวกันได้เห็นแล้ว แต่ความเป็นกลุ่มเป็นก้อนเดียวกันจะนำไปสู่ผลงานที่ประชาชนยอมรับหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างยุคที่แล้ววุฒิสภาที่ผ่านมา แน่นอนเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ลองถามประชาชนดูว่ามีอะไรที่เป็นผลงานบ้าง ผมเชื่อว่าประชาชนนึกไม่ออก ฉะนั้นจึงเป็นภาระหนักของวุฒิสภาหรือ เนวินสภาต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำงานด้วย”
รศ.ธนพร ยังกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามการที่กินรวบสามตำแหน่งนั้น ตนนำข่าวร้ายมาบอกว่า พรรคการเมืองใดที่คิดจะไปขอแบ่งโควต้าองค์กรอิสระฝันไปเถอะ งานนี้ไม่แบ่งใคร แล้ววางข้ามช็อตว่ากรรมการองค์กรอิสระที่กำลังสรรหาอยู่ในขณะนี้ รับรองว่า สว.ชุดเนวิน สภาไม่เห็นชอบแม้แต่ตำแหน่งเดียว ทุกอย่างเซ็ตซีโร่เริ่มต้นกันใหม่
ส่วนกรณีความไม่ลงรอยกันในเรื่องการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดนั้น รศ.ธนพร บอกว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก่อนหน้านี้จะเห็นว่าเป็นนักการเมืองที่มีมารยาทมาก แต่การที่ออกมาแถลงข่าวว่าไม่สบายใจเรื่องกัญชา และบอกด้วยว่าพร้อมโหวตสวน จนนายใหญ่ต้องออกโรงเอง เราถึงได้เห็นภาพนายใหญ่ไปง้อนายอนุทินที่ปากช่อง และเมื่อวานนี้ก็แสดงพลังให้เห็นว่า “เนวินสภา” ตอนนี้กวาดไปกว่า 3 ใน 4 ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้พลังอำนาจทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยในพรรคร่วมรัฐบาลดีขึ้นอย่างมาก
ทั้งนี้พรรคภูมิใจไทยนอกจากใช้นโยบายกัญชาเป็นตัวนำแล้ว ยังใช้นโยบายกัญชาเป็นตัวอ้างอิงด้วยว่า พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำนี่คือนัยยะสำคัญยิ่งกว่าเรื่องกัญชา นั่นคือมูลค่าทางการเมืองหรือแบรนด์ดิ้งของพรรคภูมิใจไทยที่ขายมาตลอดคือพูดแล้วทำ แต่คราวนี้ถ้าพรรคเพื่อไทยไปหัก ก็เท่ากับพรรคภูมิใจไทยรักษาแบรนด์ดิ้งไม่ได้ พูดแล้วทำไม่ได้ กลายเป็นว่าเขาเสียหายทางการเมือง ถึงยอมไม่ได้
เมื่อถามว่า ทิศทางที่ออกมาของพรรคภูมิใจไทยนั้นไม่เสียหายแต่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ถึงกับต้องแลกใช่หรือไม่ รศ.ธนพร กล่าวว่า นายสมศักดิ์ ถ้าไม่ถอยก็โดนปลด มีทางเลือกเท่านี้ ซึ่งคนที่ผ่านประสบการณ์อย่างนายสมศักดิ์ รู้ว่างานนี้เขาต้องถอยถ้าไม่ถอยนายใหญ่ปลดจริงๆ เพราะนายใหญ่เป็นคนไปเคลียร์ แล้วหากนายสมศักดิ์ไม่ทำตาม นายสมศักด์ก็อยู่ไม่ได้ก็ต้องไป ปลดแน่นอน
“นายสมศักดิ์เคยผ่านประสบการณ์การปรับ ครม. แบบสายฟ้าแลบมาแล้ว สมัยนายใหญ่เป็นนายกฯ ปรับครม.แบบสายฟ้าแลบ นายสมศักดิ์ก็เคยมีประสบการณ์ในช่วงเวลานั้นมาแล้ว เอาเป็นว่ากลับไปกระทรวงเก็บของแทบไม่ทัน แล้วรอบนี้ถ้าไม่ถอยโดนปลดแน่ๆ แต่การที่ถอยจะเป็นการรักษาเก้าอี้ไว้ได้ ตรงนี้เป็นยุทธวิธีที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้”
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ตำแหน่งที่นายใหญ่จะมาทำหน้าที่หลังจากพ้นโทษคือ ผู้จัดการรัฐบาล เพราะแสดงให้เห็นว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ มือไม่ถึง อย่างกรณีนายอนุทินออกมาพูดไม่สบายใจเรื่อง กัญชาแล้วพร้อมโหวตสวน แต่นายภูมิธรรมบอกว่าโทรศัพท์ไปเคลียร์แล้ว ทั้งที่นายอนุทินไม่ใช่ลูกน้องนายภูมิธรรม จะโทรศัพท์ไปเคลียร์ได้อย่างไร เขาเป็นหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งผู้จัดการรัฐบาลมืออาชีพ อย่าง นายบรรหาร ศิลปอาชา พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อมีปัญหาระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลใครเป็นผู้จัดการรัฐบาลต้องวิ่งไปเคลียร์
เมื่อถามต่อว่า นายกฯ เศรษฐาที่เคยออกมาประกาศอย่างแข็งขันว่าอย่างไรก็จะนำกัญชาอยู่ในบัญชียาเสพติดแล้วเมื่อต้องมากลับลำเช่นนี้ จะมีผลกระทบในแง่ภาพลักษณ์หรือไม่ รศ.ธนพร กล่าวว่า ไม่มี เพราะว่าใครๆ รู้ว่านายกฯ เศรษฐา ถูกกำหนดโดยนายใหญ่อยู่แล้ว จริง ๆ แล้ว นายกฯ เศรษฐาทำตามนโยบายนายใหญ่ในทางการเมือง ไม่มีอะไรเสีย เสียหน้าดีกว่าเสียเก้าอี้ ดีกว่าเสียอย่างอื่นเยอะ