ทีมข่าวพีพีทีวี ย้อนรอยคดีนี้โดยลงพื้นที่ไปที่ดินผืนนี้ พบว่า ที่ดินส่วนหนึ่งที่ถูกแปลงสภาพมาเป็นหมูบ้าน และถูกขายต่อให้กับชาวบ้าน ได้รับผลพวงตามมาหลังคำพิกพากษาว่าเป็นที่ดินธรณีสงฆ์ ซึ่งจะถือครองอยู่ก็ทำธุรกรรมต่อลำบาก บางหลังผ่อนต่อไม่ไหว ทำให้ถูกปล่อยทิ้งร้างหรือถูกยึด
พีพีทีวีสำรวจพื้นที่หมู่บ้านราชธานี อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ที่ตั้งอยู่เลียบคลองห้า ตรงข้ามกับสนามกอล์ฟอัลไพน์
พบว่าหน้าหมู่บ้านมีการติดป้ายไวนิลขนาดใหญ่ที่เขียนข้อความว่า “น้ำตาชาวหมู่บ้านราชธานี บ้านกับที่ดินกลายเป็นธรณีสงฆ์ ผ่อนแทบตาย สุดท้ายได้แค่กระดาษ หยุดยื้อเวลาบนความทุกข์ของประชาชน“
ประวัติ “อุดม สิทธิวิรัชธรรม” ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนภายในหมู่บ้าน พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่มีการปลูกบ้านอยู่อาศัย แต่บางหลังถูกทิ้งร้าง มีต้นไม้ขึ้นบดบัง บางหลังติดป้ายประกาศขาย แต่ลักษณะป้ายสีซีดจางจากการถูกติดไว้เป็นเวลานาน จนตัวอักษรบางตัวแทบจะมองไม่เห็น บางหลังก็มีหมายบังคับคดีแปะหน้ารั้วบ้าน แจ้งยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ขณะที่บางแปลงมีการปล่อยต้นไม้ขึ้นรก ไม่ได้ปลูกที่พักอาศัย
ร้อยโทโรมรัน ศรีวงษ์ชัย เจ้าของบ้านหลังหนึ่ง และเป็นตัวแทนคนในหมู่บ้าน ในการไปยื่นเรื่องร้องเรียนกับหน่วยงานต่างๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เปิดเผยว่า ตนเองซื้อบ้านหลังนี้ในปี 2551 ในราคาราว 1.6 ล้านบาท จากบริษัท ราชธานี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด โดยขณะนั้นมีการทำสัญญา 2 ฉบับ แยกเป็นการขายที่ดินฉบับหนึ่ง และขายสิ่งปลูกสร้างอีกฉบับหนึ่ง ขณะนั้นไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์ เพราะมีลักษณะเป็นหมู่บ้านแล้ว และแบ่งขายที่ดินในหมู่บ้านรวม 312 แปลง
จนกระทั่งปี 2560 เริ่มมีข่าวดังขึ้นมาเรื่องที่มาของที่ดินผืนนี้ว่า เป็นมรดก "ยายเนื่อม" ที่ตั้งใจส่งมอบให้เป็นที่ธรณีสงฆ์ จนกระทั่งมีการสั่งฟ้อง นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รมว.มหาดไทย ในขณะนั้น ชาวบ้านก็เริ่มกังวลว่าจะมีผลกระทบอะไรหรือไม่ จึงไปยื่นเรื่องร้องเรียนหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงมหาดไทย กรมที่ดิน สำนักพุทธฯ สภาทนายความ รวมถึง สคบ. แต่ไม่มีความคืบหน้า
จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ชาวบ้านเริ่มเจอผลกระทบเต็มๆ เมื่อมีคนในหมู่บ้านจะเอาที่ดินไปจำนองกับสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง แต่ถูกปฏิเสธเพราะเป็นที่ดินที่มีข้อพิพาทกันอยู่ ทำให้ชาวบ้านรวมตัวกันแล้วไปร้องเรียนกับกระทรวงมหาดไทยอีกครั้ง และหลังจากนั้นก็พบปัญหา ว่า ที่ดินในหมู่บ้านไม่สามารถนำไปทำธุรกรรมต่างๆได้ ไม่ว่าจะขายต่อหรือโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกหลาน เพราะเจ้าหน้าที่ที่ดินจะให้เซ็นรับทราบ ว่าจะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน รวมถึงการทำธุรกรรมเกี่ยวกับบ้าน เช่น การรีไฟแนนซ์ ไม่สามารถทำได้ หากใครยังผ่อนไม่หมด ก็ต้องผ่อนต่อเรื่อยๆ ผ่อนไม่ไหวก็ต้องถูกยึดตามสัญญาที่ทำไว้กับสถาบันการเงิน
ด้านนายวิระ แก้วสายทิพย์ ผู้บริหารบริษัทเอกชน และอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย เจ้าของบ้านอีกหลัง เปิดเผยว่า เข้ามาซื้อบ้านในปี 2553 ขณะนั้นมีการปลูกบ้านไว้บนที่ดินแล้ว แต่ก็ต้องทำสัญญาแยก 2 ฉบับ แบ่งเป็นสัญญาซื้อขายบ้าน และสัญญาซื้อขายที่ดินเช่นกัน
นายวิระ บอกว่าหลังปี 2560 ที่คดีของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เริ่มเป็นข่าว นอกจากกลุ่มชาวบ้านจะทำหนังสือร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังพยายามหาหลักฐานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินผืนนี้ แม้กระทั่งรวมตัวกันเดินทางไปที่วัดธรรมิการามวรวิหาร จ.ประจวบคีรีขันธ์ และสอบถามกับทางเจ้าอาวาสของวัด แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรที่ชัดเจน ท่านตอบกลับมาเพียงว่า“แล้วแต่ผู้ใหญ่ ให้เป็นเรื่องทางกฎหมาย” ซึ่งท่านเจ้าอาวาสก็ไม่ได้รู้เรื่องราวลึกๆ จึงไม่สามารถตอบได้
นายวิระ ระบุว่าจากที่กลุ่มชาวบ้านไปร้องมาทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างเพิกเฉย ไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหา ไม่มีคำตอบชัดเจน เคยทำหนังสือถึง ป.ป.ช. ก็มีหนังสือไปต่อไปถึงกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการคลังให้ดำเนินการ แต่หน่วยงานดังกล่าวก็เงียบหมด
นายวิระ ยังระบุถึงปัญหาวุ่นวายที่เกิดขึ้น จากความตั้งใจของ "ยายเนื่อม" ที่ต้องการโอนที่มรดกให้กับวัด แต่ต้องมีรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องส่วนหนึ่ง ที่มีการอ้างประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 84 บัญญัติไว้ว่า “การได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอาราม วัดบาดหลวงโรมันคาธอลิค มูลนิธิเกี่ยวกับคริสต์จักร หรือมัสยิดอิสลาม ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี และให้ได้มาไม่เกิน 50 ไร่
ตรงนี้ถูกใช้เป็นเหตุผลเพราะวัดธรรมิการามวรวิหาร มีที่ดินในครอบครองเกิน 50 ไร่อยู่แล้ว ดังนั้นไม่สามารถรับโอนที่ดินจาก "ยายเนื่อม" กว่า 900 ไร่ได้โดนตรง ทำให้ถูกโอนเปลี่ยนมือไปสู่ขบวนการทุจริต
ซึ่งนายวิระ มองว่า การได้มาซึ่งที่ดินของวัดแปลงนี้ในอีกมุมทางกฎหมาย มองว่าเป็นการได้มาด้วยพินัยกรรม ไม่ใช่ได้มาโดยนิติกรรม ดังนั้น วัดสามารถรับที่ดินได้ในฐานะทายาทตามพินัยกรรม โดยไม่จำเป็นต้องไปขออนุญาตรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย
นายวิระ ระบุความต้องการของชาวบ้านตอนนี้ คืออยากให้มีการเพิกถอนคำสั่งของ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีต รมว.มหาดไทย ที่ออกคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ให้ยกเลิกโฉนดที่ดินผืนนี้ ซึ่งจะมีผลทำให้ที่ดินกลับคืนเป็นธรณีสงฆ์ ซึ่งจะต้องมีการจ่ายเงินเยียวยาชาวบ้านที่เป็นผู้เสียหาย
นายวิระ มองว่า นายยงยุทธ ก็ถูกดำเนินคดีไปแล้ว แต่กลับไม่เพิกถอนคำสั่งของนายยงยุทธ ทำให้ชาวบ้านเผชิญปัญหาและไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งคาดหวังให้ ครม.ใหม่ แก้ปัญหานี้
พีพีทีวี ยังได้รับหลักฐานสำเนาโฉนดที่ดินผืนนี้ พบว่าเป็นที่ดิน น.ส.4 จ. ที่ออกให้แก่ “นายพันโทพระชำนาญชาติศักดา” เนื้อที่ 194 ไร่ 1 งาน 24 ตารางวา ซึ่งนายวิระ ให้ข้อมูลว่า เป็นพื้นที่ครอบคลุมฝั่งที่เป็นหมู่บ้านราชธานีในปัจจุบัน และชุมชนในซอยสามัคคี แต่ไม่ได้รวมกับสนามกอล์ฟอัลไพน์ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ในเอกสารระบุรายละเอียดการเปลี่ยนมือที่ดินผืนนี้ วันที่ 3 กรกฎาคม 2499 มีการโอนมรดก จากนายพันโทพระชำนาญชาติศักดา บ้านแพนนครชัยศรี ไปยังนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา บ้านแพนนครชัยศรี
จากนั้นวันที่ 8 มีนาคม 2515 มีการเปลี่ยนมือจากนางเนื่อม ไปยังผู้จัดการมรดกของนางเนื่อม คือ นาย พ. นาย ห. และ นายแพทย์ ว.
ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2533 จึงมีการโอนเปลี่ยนนามผู้จัดการมรดก จาก 3 คนนี้ เป็น “มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์”
และในวันเดียวกัน มูลนิธิมหามกุฎฯ ก็โอนมรดกเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเอง และขายรวม 2 โฉนด ให้กับบริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด และ บริษัท อัลไพน์ กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ต คลับ จำกัด และในวันเดียวกันอีกนั้น ทั้ง 2 บริษัทก็เอา 2 โฉนดไปจำนองเป็นประกันกับ บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์แหนึ่ง
พีพีทีวี สืบค้นข้อมูลบริษัท ราชธานี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นผู้จัดสรรแบ่งขายที่ดินในหมู่บ้านราชธานี พบว่าเดิมมีชื่อนิติบุคคล คือ “เทียนสิงค์” ก่อนที่ 19 มกราคม 2533 จะเปลี่ยนชื่อเป็น “อัลไพน์ เรียลเอสเตท จำกัด” และ 17 พฤษภาคม 2548 จะเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ราชธานี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด” และใช้ชื่อนี้มาจนถึงปัจจุบัน
คดีนี้ยังมีอีกหลายมุม ที่ทีมข่าวได้เอกสารมาจำนวนมาก