7 ก.ย. 67 ภายหลังการแถลงความพร้อมของรัฐบาลนำโดย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ที่ตึกบัญชาการ 1 นั้น
ที่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา รศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้แสดงความคิดเห็นต่อ ครม.ชุดนี้ว่า ถือว่าเป็น ครม.ที่แต่งตั้งกันขึ้นมาอย่างผิดฝั่งผิดฝา ถือว่าน่าเห็นใจ เนื่องจากโครงสร้างเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค
รวมทั้งคุณสมบัติของ ครม.ที่จะต้องตั้งอยู่บนมาตรฐานทางจริยธรรม ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายเศรษฐา ทวีสิน หลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงไม่กล้าที่จะตัดสินใจแต่งตั้งคนให้ตรงตามงานที่ถนัดได้
ขณะเดียวกัน ก็มี ครม.ชุดเดิมสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อยู่ถึง 23 คน ทำให้แทบไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ยกเว้นการดึงกลุ่มของ รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จากพรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมรัฐบาลเท่านั้น แต่ที่เป็นประเด็นอยู่ขณะนี้คือ การแต่งตั้ง “ครม.สืบสันดาน” ซึ่งมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย อยู่ที่ว่าจะเป็นสืบสันดานดิบหรือสืบสันดานดี ที่จะทำให้การทำงานขับเคลื่อนงานในกระทรวงนั้น ๆ ไปในที่ทางใด
นอกจากนี้ เรื่องของวัยวุฒิ คุณวุฒิ และเพศสภาพ ก็ถือว่ามีความสำคัญ จะเห็นได้ว่า “ครม.อิ๊ง” มีนักการเมืองรุ่นใหม่ รวมทั้งสุภาพสตรีขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่จำนวนมาก ซึ่งก็ถือว่าเป็นมิติใหม่และไม่ได้เสียหายอะไร แต่เรื่องคุณวุฒิ และประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงนั้น ๆ เป็นที่น่าจับตาอย่างมาก
เช่น นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ซึ่งเป็นนักวิชาการเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ แต่ได้รับการแต่งตั้งเป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ ตามที่สื่อหลายสำนักระบุว่าเป็น รมว.สืบสันดาน แม้ว่าจะไม่ได้สืบสันดานโดยสายเลือดกับ รอ.ธรรมนัส แต่ก็ถือว่าสืบสันดานด้วยความสัมพันธ์ด้านอื่น
อีกคนคือ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ลูกสาวของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ได้เป็น รมช.มหาดไทย ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เนื่องจาก นางสาวซาบีดาอายุเพียง 39 ปี ด้วยวัยวุฒิที่ยังน้อย และประสบการณ์ทางการเมืองไม่มาก การจะเข้าไปดูแลกระทรวงมหาดไทย ที่มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อยู่มากมาย จึงทำให้การทำงานค่อนข้างที่จะน่าเป็นห่วง
ดังนั้น การตั้งรัฐมนตรีสืบสันดานลักษณะนี้คาดหวังอะไรมากไม่ได้ แต่ตนเองก็เชื่อว่าคนเหล่านี้เป็นเพียงนอมินีเท่านั้น โดยจะมีรัฐมนตรีตัวจริงอยู่เบื้องหลัง ถึงอย่างไรก็ตามรัฐมนตรีนอมินีก็ต้องมีแอกชันที่ดีด้วย
ส่วนเรื่องการดึงพรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์มาร่วมรัฐบาลแบบไม่เต็มพรรคนั้น ตนว่าเรื่องฝ่ายบริหารและเรื่องที่จะกระทบต่อความมั่นคงของรัญบาลไม่มีปัญหา แต่จะมีข้อวิพากษ์วิจารไปบ้างเรื่องฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อมีการตั้งประเด็นอภิปรายรัฐบาลหรือการยกมือเห็นชอบมติในที่ประชุมรัฐสภาเกี่ยวกับข้อกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งจะกลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวางต่อความเป็นพรรคการเมืองนั้น ๆ
ดังนั้น โดยรวมของ “ครม.อิ๊ง” ถ้าคะแนนเต็ม 10 ตนให้เพียง 6 คะแนนเท่านั้น เพราะ ครม.ชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นชุดเดิมที่มาจาก ครม.เศรษฐา ซึ่งไม่ได้มีผลงานที่โดดเด่นอะไรมากนัก ขณะที่ความเชื่อมั่นของประชาชน หลังจากแต่งตั้ง ครม.อิ๊ง แล้ว ตนว่าประชาชนยังคงไม่มีความเชื่อมั่นมากนัก
แม้ว่าจะทำให้หุ้นขึ้นซึ่งก็เป็นเรื่องปกติทุกครั้งที่มีการปรับ ครม.ชุดใหม่ แต่หุ้นก็มีขึ้นมีลงเป็นปกติ ต้องดูระยะยาว โดยเฉพาะตอนนี้ต้องรอดูการแถลงนโยบายของรัฐบาลว่าจะตอบโจท์ประชาชนได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง
ถ้าสามารถแก้ปัญหานี้ได้ จะทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นมากแน่นอน แต่ถ้ายังแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนไม่ได้ ก็ยากที่จะทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลชุดนี้
ส่วนเรื่องที่รัฐบาลชุดนี้จะอยู่ยาวจนครบเทอมได้หรือไม่นั้น มีอยู่ 2 ปัจจัย คือ เรื่องฝีมือในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน และจะแก้เกมนิติสงครามจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมได้อย่างไร ซึ่งสังคมไทยต้องจับตา 2 เรื่องนี้อย่างใกล้ชิด