ยังคงเป็นประเด็นที่จะต้องจับตามแงสำหรับอนาคตของรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ยังคงเจอกับสภาวะ “นิติสงคราม” อย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดทีมข่าวพีพีทีวี ได้พูดคัยกับ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งมองว่า หลังจากนี้รัฐบาลยังต้องเจอความท้าทายอีกหลายประการ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การขับเคลื่อนนโยบายต่อจากรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างโครงการดิจิทัลวอลเล็ต และ ปัญหาภัยพิบัติที่อยู่เหนือความคาดหมาย และการใช้กฎหมายให้กลายเป็นการเมือง
โดยเฉพาะการไปร้องคดีต่าง ๆ หรือที่เรียกกันว่านิติสงคราม ซึ่งเชื่อว่าจะไม่จบลงง่าย ๆ และยิ่งไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญเรื่องจริยธรรม มีโอกาสสูงที่จะใช้กฎหมาย มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองต่อไปเรื่อย ๆ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่านโยบายเรือธงอย่างดิจิทัลวอลเล็ตที่ขณะนี้ดำเนินการแจกไปแล้ว จะมีจุดอ่อนอะไรให้นักร้องไปร้องอีกหรือไม่ รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า มีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเป็นโครงการที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณก็มีโอกาสสูงมาก ที่จะถูกร้องเรื่องตรวจสอบการใช้งบประมาณและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
รศ.ดร.ยุทธพร ยังมองว่าการแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ สิ่งที่สังคมต้องกดดัน และเรียกร้องคือให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเหล่านี้ต้องพิจารณาว่า เรื่องใดมีประโยชน์ต่อสาธารณะและหากเรื่องใดไม่มีประโยชน์ก็ไม่ควรรับคำร้องเอาไว้ เพราะทุกวันนี้หลายเรื่องกลายเป็นการตรวจสอบที่ใช้กฎหมายให้กลายเป็นการเมือง
ส่วนกรณีที่ทางสมาชิกวุฒิสภาเตรียมกลับลำจะกลับไปใช้การประชามติแบบ 2 ชั้น หรือ Double majority ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า ในวาระแรก สว.ก็รับหลักการอย่างเป็นเอกฉันท์ แต่พอมาในชั้นกรรมาธิการ มีการกลับลำทำให้เห็นว่าอาจไม่ผ่าน สว. ในวาระ 2 และ 3 ซึ่งจะทำให้เวลาลากยาวออกไป
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีเหตุผลอะไรที่ทำให้อยู่ดี ๆ สว.ถึงเปลียนใจ รศ.ดร.ยุทธพร ระบุว่า ตรงนี้ก็ไปสอดคล้องกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทยที่ออกมาบอกว่าไม่สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราเรื่องจริยธรรมทางการเมือง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกัน
รศ.ดร.ยุทธพร ยังกล่าวว่า เป็นภาวะปกติในรัฐบาลผสม และการที่เอาพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาร่วมรัฐบาล อาจสร้างความไม่พอใจให้พรรคภูมิใจไทยที่เหมือนถูกถ่วงดุลอำนาจในรัฐบาลชุดนี้ แต่พรรคภูมิใจไทยยังเป็นเสียงที่สำคัญอยู่ และอีก 2 ปีต่อจากนี้องค์กรอิสระจะทยอยหมดวาระกันไป และผู้ที่ทำหน้าที่สรรหาก็คือ สว. ชุดปัจจุบัน ซึ่งหากมีการแก้รัฐธรรมนูญอาจทำให้บทบาทขององค์กรอิสระลดน้อยลงไป ก็อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สว.และพรรคภูมิใจไทยถอยจุดเดียวกัน
เมื่อถามว่าหากดูแล้วสถานการณ์แบบนี้ในอนาคตคู่แข่งของพรรคเพื่อไทย อาจไม่ใช่พรรคประชาชน แต่เป็นพรรคภูมิใจไทยและนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอาจมานั่งตำแหน่งนายกฯ มองอย่างไรบ้างนั้น รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ต้องจับตาแม้จะไม่มีกระแสหวือหวาในโลกโซเชียล แต่มีการสร้างเครือข่ายทางการเมืองในพื้นที่ และขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าจะเป็นรัฐบาลในอนาคตจะต้องเปิดพื้นที่ของกรุงเทพมหานครให้ได้
รศ.ดร.ยุทธพร ยังมองว่า วันนี้การเมืองไทยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือการเมืองในสนามเลือกตั้งและการเมืองในรัฐสภา ซึ่งคู่แข่งของพรรคเพื่อไทยในสนามเลือกตั้งยังคงเป็นพรรคประชาชน ที่ยังมีความนิยมสูง ส่วนการเมืองในรัฐสภา คู่แข่งของพรรคเพื่อไทยคือพรรคภูมิใจไทย
นอกจากนี้ รศ.ดร.ยุทธพร ยังมองว่า นายอนุทิน ที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นกระทรวงที่เกี่ยวกับการดูแลวิถีชีวิตของประชาชนบำบัดทุกข์บำรุงสุข การมีเครือข่ายในเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นแต้มต่อที่สำคัญ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ในขณะที่พรรคเพื่อไทยต้องมุ่งหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ