เมื่อวันที่ 2 พฤศจิากยน 2567 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เสียงจากใจ ไทยคู่ฟ้า” ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์หลัง ครม.เห็นชอบเรื่องการสัญชาติไทยกับกลุ่มตกสำรวจในประเทศไทย ว่า ในอดีตคนอพยพ ทั้งคนจีนอพยพ หรือจีนโพ้นทะเล เข้ามาในไทยเมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว นอกจากนั้นยังมีเรฟูจี เช่น ไซง่อนอพยพ อินเดียอพยพมาตั้งถิ่นฐาน มีลูกหลาน และได้ลงทะเบียนขอรับสัญชาติ ไม่น้อยว่า 10 ล้านคน
ทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จึงเสนอเรื่องนี้เพื่อลดขั้นตอน และแก้ปัญหาที่คนกลุ่มนี้ รอคอยเป็นเวลานาน
โดยแบ่งเป็น2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือกลุ่มที่อพยพและชาติพันธุ์ ที่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ กว่า 3.5 แสนคน ที่อยู่ชายขอบทุกภาคของไทย ที่ลงทะเบียนมาแล้วเป็นเวลานาน เข้าขั้นตอนการแปลงสัญชาติแล้ว มีเลขประจำตัว 13 หลัก แต่ไม่ได้รับสัญชาติ กลุ่มนี้กระทรวงมหาดไทยต้องออกประกาศออกมา โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อรับสัญชาติแล้ว จะไม่มีสิทธิทางการเมือง ไม่สามารถลงคะแนนเลือกตั้งได้ ไม่สามารถลงสมัครทางการเมืองเช่น ส.ส.ได้
กลุ่ม 2 คือลูกหลานของกลุ่มแรกกว่าแสนคน ซึ่งรัฐบาลพิสูจน์และอยู่ระหว่างทยอยให้สัญชาติ กลุ่มนี้เกิดในประเทศไทย ได้สัญชาติโดยกำเนิด มีการลงทะเบียนแล้ว ตั้งแต่ปี 2535-2566 แต่ได้รับสัญชาติปีละประมาณ 1 หมื่นคน หากใช้ขั้นตอนเดิมจะใช้เวลา 44 ปี ถึงจะทำจบ
“ทั้งหมดเป็นการแก้ปัญหาความล่าช้า ยืนยันว่าการเมืองไม่เกี่ยวข้อง และเมื่อได้สัญชาติไทยแล้ว จะรู้ว่าคนเหล่านี้มีแหล่งที่อยู่ที่ไหน ประกอบอาชีพอะไรฯ ขออย่ากังวลเรื่องกลุ่มเทา ที่จะมาภายหลังจากช่วงปีที่ระบุไว้ จะแอบเข้ามาภายหลัง เพราะไม่สามารถขอสัญชาติได้ เพราะจะมีขั้นตอนตรวจสอบย้อนประวัติการลงทะเบียน เป็นไปตามเงื่อนไขหรือไม่”