31 ม.ค. 68 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยในรายการเปิดโต๊ะข่าว PPTV HD36 ประเด็นที่ตนร้องเรียน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่าไม่มีคุณสมบัติในการเป็นผู้ช่วยหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ. 2568
นายเรืองไกร ระบุว่า พรรคก้าวไกลเคยชู ม.112 หาเสียง กกต. บอกทำได้ แล้วศาลยุบไหม ถ้าแย้งกับระเบียบและกฎหมายที่เอาขึ้นมา
กฎหมายท้องถิ่นปี 2562 ให้คำจำกัดความว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นในมาตรา 4 ซึ่งพระราชบัญญัตินี้เป็นพระราชบัญญัติปกติ ไม่ใช่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเลือกตั้ง สส. ความหมายของคำในกฎหมายที่บัญญัติเป็นการเฉพาะก็ต้องใช้ตัวนั้น
ยกตัวอย่าง หมวด 4 ของกฎหมายท้องถิ่น ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาตรา 38 บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้ง) เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นี่คือบทกฎหมาย ฉะนั้นเวลาตอบ คนถามก็ไม่ไปดูกฎหมาย ซึ่งน่าเสียดาย คนเป็นนักการเมืองแต่ไม่ดูกฎหมายให้ครบ
ระเบียบที่ออกมาก็เขียนชัดแล้วว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเขียนเหมือนมาตรา 4 เลย ผู้ช่วยหาเสียงก็หมายถึง ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คุณก็ต้องไปดูความหมายด้านบนว่าเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น คือเวลาบัญญัติกฎหมายเขียนประกาศระเบียบ เขาจะไม่เขียนคำที่มันซ้อนเข้าไปเพราะให้ความหมายในข้างต้นแล้ว
ฉะนั้นจะมาตีความว่า ตนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ตนจะไปช่วยที่บุรีรัมย์ เชียงใหม่ สงขลา ไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นผู้ถูกขึ้นทะเบียน ที่บอกว่าบุคคลที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้ง) อย่างมหาสารคาม ตนที่อยู่บุรีรัมย์ จะไปขอเป็นได้ไหม ก็ไม่ได้เช่นกัน
ส่วนประเด็นที่นายทักษิณพูดชัดว่าท้องถิ่นตอนนี้ไม่แข็งแรง จึงจำเป็นต้องให้เชื่อมโยงกับรัฐบาลกลางเพื่อให้เป็นฐานรากที่แข็งแรง ถ้าระเบียบตั้งไว้แบบนี้ เท่ากับส่วนกลางเข้าไปยุ่งไม่ได้แล้วจะแคบเกินไหม ประเทศจะเดินยังไง นายเรืองไกรตอบว่า นายทักษิณก็พูดไป แต่ท่านไม่ลึกในกฎหมาย กฎหมายฉบับนี้จำกัดสิทธิตามมาตรา 27 ความหมาย คือ จำกัดสิทธิแต่ละท้องถิ่นไว้ คือ บุคคลต้องเสมอกันทางกฎหมาย
เวลาเลือกแต่ละท้องที่ อย่าเอาท้องที่อื่นมา ถ้าคุณยังไม่อ่านกฎหมายแล้วไปเอาปลายเหตุมาแล้วนั่งถกเถียงกัน ขาดองค์ความรู้ ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง เพราะเวลาปฏิบัติของ สส. ของรัฐมนตรี คุณก็ออกคำปฏิญาณว่าจะปฏิบัติตามกฎหมาย แต่พอเวลามาพูดกัน คุณเอาความเห็น ไม่ได้เอาบทบัญญัติในกฎหมายมาโต้แย้ง ตนขอถามว่า คุณบัญญัติอย่างนี้ อ้างจากพระราชบัญญัติตัวนี้ วันนี้คนที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขตท้องถิ่นไปเป็นผู้ช่วยหาเสียงได้อย่างไร ตนถึงเขียนว่าคำร้องนี้มันเป็นประเด็นข้อกฎหมาย
ซึ่งในเมื่อพรรคส้มบอกว่าเขาไม่ผิดเพราะเคยถาม กกต. แล้ว นายเรืองไกรกล่าวว่า ก็ต้องไปดูมาตรา 119 กกต. , เลขา กกต. , ผอ. , กรรมการ ที่ได้รับการดำเนินการเกี่ยวกับเลือกตั้งตาม พ.ร.บ. นี้ ไม่ปฏิบัติหน้าที่ หรือกระทำการมิชอบด้วยหน้าที่เป็นบุญเป็นโทษ มีโทษจำคุก 3 ถึง 20 ปี ปรับ 210,000 บาท ก็เอาผิดตรงนี้ได้
เมื่อถามถึงประเด็นการห้ามคนนอก แล้วเหตุใดไม่ห้ามตั้งแต่พรรคการเมือง นายเรืองไกรกล่าวว่า เขาเขียนจำกัดความเฉพาะตรงนี้แล้ว ถ้าคุณเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในท้องถิ่นนั้นมาครบ 1 ปี ก็ไปเป็นผู้ช่วยในเขตเลือกตั้งนั้นได้ การเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ผูกกับพรรคการเมือง ลงอิสระหรือลงกลุ่มก็ได้ เขาแค่จำกัดว่าคุณจะเป็นใครก็แล้วแต่
อย่างคุณทักษิณบอกผมรับ 300 แสดงว่าคุณไปรับจ้างเป็นผู้ช่วยหาเสียงถูกไหม แต่ผู้ช่วยหาเสียงของคุณตรงกับระเบียบกฎหมายหรือเปล่า คุณพิธาไป แล้วบอกว่าเคยถาม กกต. แต่คุณพิธาได้อ่านระเบียบกับกฎหมายไหม ว่าเขาตอบคุณถูกหรือผิด คุณต้องรู้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ตั้งท้องถิ่นขึ้นมาไม่ใช่เลือก สส. ไม่ใช่การสรรหา ส.ว. มันคนละเรื่อง
เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงเพิ่งยื่นคำร้องในช่วงท้ายของการหาเสียง นายเรืองไกรระบุว่า การตรวจสอบต้องดูพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงก่อน และย้ำว่า กกต. ต้องตอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน หากคำตอบขัดกับข้อกฎหมาย ป.ป.ช. อาจต้องเข้ามาตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ต่อไป
สำหรับกรณีที่นายทักษิณพูดว่า “นักร้องวัน ๆ เอาแต่ร้องเรียน ไม่ทำอะไรให้ประเทศเจริญ” นายเรืองไกรตอบว่า ตนไม่รู้สึกอะไร เวลาช่วยเขา เขาก็ขอบคุณ แต่เวลาตรวจสอบคนของเขา เขาก็จะมาลักษณะแบบนี้ ตนแค่ทำตามบทบัญญัติกฎหมาย และย้อนถามกลับว่า ใครเป็นคนขอให้ตนช่วยคดีคืนพาสปอร์ตและคดีรัฐมนตรีช่วยมหาดไทยในอดีต?